Journals
Now Reading
ความจริง 20 ข้อ ของพิเชษฐ์
0

ความจริง 20 ข้อ ของพิเชษฐ์

by Pichaet Tang-onSeptember 25, 2014
แม้บางเรื่องบางข้อจะดูนิยาย แต่มันก็เป็นความจริงนะ

ก็ไม่มีอะไรมาก เขาแท็กกันมาในเฟซบุ๊กครับ ให้เล่าเรื่องตัวเองมา 20 ข้อ (เอ่อ 20 ข้อเลยเหรอ) เห็นเล่นกันแล้วก็อยากมานั่งเล่าเรื่องตัวเองอยู่ แต่ไม่มีเวลามานั่งเขียนสักที เพราะรู้ตัวดีว่าเริ่มเขียนปั๊บล่ะก็… ยาววววว ไม่ต้องทำอย่างอื่นไปอีกหลายชั่วโมง อีกอย่าง สถานะอาจารย์ที่เป็นอยู่ปัจจุบันนี้ ก็หาเวลามานั่งชิวเล่าเรื่องได้ยากเหลือเกิน เอาล่ะ มาเริ่มกันเลยดีกว่าเนอะ

1. เกิดและเติบโตในกรุงเทพมหานครเป็นส่วนใหญ่ของชีวิต แต่พื้นเพครอบครัวจริงๆ เป็นชาวจังหวัดพิจิตร คุณตาเป็นลูกหลานชาวจีน คุณยายเป็นไทใหญ่ (ไทพวน) ส่วนทางคุณปู่คุณย่าเป็นคนไทยแท้ๆ

2. ชื่อแรกตอนเกิดตามสูติบัตรคือ “จุฑา” แปลว่ายอดมงกุฎ แต่ดันเกิดวันพฤหัสบดี อักขระบางตัวในชื่อเป็นกาลกิณี ตอนเด็กๆ เลยป่วยง่าย ขี้โรค แม่ต้องไปยกให้เป็นลูกพระอาจารย์ท่านหนึ่ง คือหลวงตาเงินวัดเกาะแก้ว

3. หลวงตาเงินวัดเกาะแก้ว ตั้งชื่อให้ใหม่เป็น “พิเชษฐ์” แปลว่าประเสริฐสูงสุด และตั้งชื่อเล่นให้ด้วยว่า “ปิงปอง” เพราะตอนเด็กๆ หัวกลมมาก แต่ชื่อนี้ไม่ค่อยมีใครเรียก แม้แต่คนในบ้านเอง จึงชินกับการถูกเรียกว่า “เชษ” มากกว่า

4. อยู่ในท้องแม่มานานกว่า 10 เดือน กำหนดคลอดจริงๆ (เวอร์ชั่น 9 เดือน) ต้องอยู่ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ แต่อีเด็กนี่ดื้อ ไม่ยอมออก แม่บอกว่าถึงกำหนดแล้วไม่ปวดท้อง หมอก็เร่งจะให้คลอดตามกำหนดด้วยสารพัดวิธีแต่ไม่สำเร็จ สุดท้ายเลยต้องปล่อยเลยตามเลย จนล่วงเข้าต้นเดือนเมษายน หมอก็มาขอให้แม่ผ่าคลอด กลัวอีเด็กนี่ตาย เลยได้ออกทางหน้าท้องในต้นเดือนที่ 11 ณ วันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2530 เวลา 17.41 น.

5. หลังจากทำคลอดเอาไอ้หนูตัวดำเป็นเหนี่ยงออกมาได้แล้ว คืนนั้นคุณหมอก็ฝันเห็นอีเด็กคนนี้มายืนชี้หน้า ว่าทำคลอดเยี่ยงไร เลยมาตั้ง 41 นาที อั๊วจะออกตอน 17 ตรงรู้ไหม วันต่อมาทั้งหมอทั้งพยาบาลแผนกสูติก็มีการลงทุนกันเป็นล่ำเป็นสัน ถูกหวยกันถ้วนหน้า คุณแม่ก็สบายไป ไม่ต้องออกเงินสักแดง แถมอีเด็ก 11 เดือนก็ได้รับความนิยมจากหมอและพยาบาลเป็นพิเศษ

6. ตอนแบเบาะผิวคล้ำมากถึงมากที่สุด คุณแม่ต้องประโคมโลชั่นสารพัดจนอีเด็กนี่ขาวขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ (ดูหลักฐานด้านล่างประกอบ อิอิ) แต่มันขาวได้ไม่กี่ปี โลชั่นที่แม่เคยลงทุนเอาไว้ก็พ่ายแพ้แก่ดีเอ็นเอความคล้ำอันแรงกล้า และก็เป็นอย่างที่ทุกท่านเห็นในปัจจุบัน

7. เป็นคนเรียนเก่งแต่เล็กแต่น้อย หัวดี หัวไว เรียนรู้เรื่องต่างๆ ได้รวดเร็ว แต่ทักษะด้านศิลปะห่วยแตกมากถึงมากที่สุด พูดตรงๆ คือหมาไม่แดก พยายามแล้วแต่พัฒนาไม่ขึ้นจริงๆ

8. สมัยปริญญาตรีเคยได้รับพร (…พรอ่ะแหละ) จากอาจารย์ท่านหนึ่งว่า “ไอ้นี่มันเรียนจนบ้าไปแล้ว” จากการที่ได้เกรด A ในวิชาที่อาจารย์เขาสอน ที่คะแนน 94 เต็ม 100 และเสือกไปได้คะแนนสอบสูงสุดในวิชาที่ไม่ใช่สาขาของตัวเอง (วิชาโท)

9. นิสัยใจคอจริงๆ เป็นคนใจร้อน อารมณ์ร้าย พูดจากขวานผ่าซาก ไม่เคยรักษาน้ำใจใคร ดีก็บอกดี ไม่ดีก็บอกไม่ดี พร้อมจะแตกหักได้ทุกเมื่อ จนเริ่มทนกับสภาพนั้นไม่ไหว จึงเริ่มปรับปรุงตัวเองตั้งแต่ตอนอยู่ ม.6 ปัจจุบันกลายเป็นคนใจเย็น (บางครั้งออกจะเกินไปด้วยซ้ำ) ควบคุมอารมณ์ได้ พูดจาด้วยอารมณ์ขัน คิดถึงใจผู้อื่นอยู่เสมอ ดีก็บอกดี ไม่ดีก็พูดอ้อมๆ แต่ก็มีบางโมเมนต์ที่ทำให้ฟิวขาดและเผลอปล่อยร่างมารออกมาได้เหมือนกัน

10. ตอนอยู่ ป.6 เหล่านักเรียนนิยมล้อชื่อบุพการีกันอย่างสนุกปาก จนกลายเป็นเหตุให้มีเรื่องชกต่อยกับเพื่อนคนหนึ่ง ซัดกันจนข้าวของหลังห้องเรียนกระจัดกระจาย พอต่อยเสร็จมีครูมาจับแยกก็นั่งร้องไห้ทั้งคู่ (ร้องไห้ทำไมวะ โกรธกันไม่ใช่เหรอ) วันต่อมาก็กลายเป็นเพื่อนสนิทกันไปอย่างไม่รู้ตัว หลังจากนั้นในห้องก็ไม่มีการล้อชื่อบุพการีกันอีกเลย เพราะอีสองตัวนี้ประกาศกร้าวว่าจะรุมตื้บคนลองดี นักเลงคอดๆ และก็เป็นคู่หูดูโอ้กันจนเพื่อนย้ายไปอยู่ชัยภูมิก็ไม่ได้เจอกันอีก (พูดแล้วก็คิดถึง)

11. เป็นคนรักเพื่อนพ้อง รักพี่น้อง จึงไม่แปลกที่จะเจ็บมากเมื่อถูกเพื่อนบางคนหักหลัง หลังๆ จึงกลายเป็นคนที่คบเพื่อนให้สนิทใจจริงๆ ได้ยากมาก ทุกวันนี้เลยมีเพื่อนที่สนิทกันจริงๆ อยู่แค่สามกลุ่ม คือ กลุ่มรุ่นพี่ที่เคยผูกข้อมือขอเป็นพี่น้องกัน กลุ่มเพื่อนตอน ม.ปลาย และกลุ่มพี่น้องตอน ป.โท

12. สมัยทำเชียร์ช่วง ป.ตรี จะมีน้องๆ จากโรงเรียนเก่าตอน ม.ปลาย มาขอให้เข้าไปสอนระบบเชียร์ให้ พิเชษฐ์จะมีความสุขเป็นพิเศษ กับการที่ได้ “อำ” ปีแรกๆ ก็อำเด็กๆ ที่มาขึ้นแสตนด์ ปีหลังๆ ก็เริ่มอำทีมงานกีฬาสีทั้งหลายให้หงายเงิบ ตอนแรกก็จะเข้าไปแบบใจดี อยู่ๆ ก็กลายเป็นคนที่โคตรดุ ด่ากราดพวกอู้ ไซโคความเครียดเต็มพิกัด แต่ที่เห็นจะประสบความสำเร็จสูงสุดเห็นจะเป็นปีสุดท้ายก่อนลาวงการ (ตอนนั้นอยู่ ป.ตรี ปี 3) อำจนมีทีมงานเป็นลม และทีมงานบางคนหนีกลับก่อน (ไม่คิดว่าการด่าจะทำคนเป็นลมได้) แต่ที่สำคัญมันอยู่ที่ตอนเฉลย… (พี่รู้ว่าพวกแกยังแค้นพี่อยู่ ฮ่าๆๆ)

13. สถิติความอดทนสูงสุดในการแอบรักผู้หญิงหนึ่งคนโดยที่ไม่เข้าไปสารภาพ คือ 10 ปี (พอไปสารภาพเธอก็ยื่นถุงแห้วให้)

14. เป็นคนคลั่งไคล้สาวใส่แว่นค่อนข้างมาก แต่ที่แปลกคือ ถ้าไปชอบสาวใส่แว่นคนไหนเข้า นางจะหันไปใส่คอนแทคเลนส์ทันที

15. มีกิ๊กคนแรกสมัยตัวเท่าลูกหมา puppy love สุดๆ หลังจากนั้น 11 ปี ก็ได้กลับมาเจอกันเพราะเรียนที่เดียวกัน ที่สำคัญคือต่างฝ่ายต่างรู้ว่าอีกคนคือใคร จำกันได้ทั้งคู่ ตอนที่อีกฝ่ายถามว่าจำได้ใช่ไหม เขินจนไม่รู้จะมุดหนีไปไหนดี

16. เคยเริ่มเล่นขิมไทยตอน ป.3 และได้เป็นขิมมือเอกสมัยเรียนอยู่ประถมปลายถึงมัธยมต้น แต่พอไปบอกใครว่าเคยเล่นขิม มักจะนึกภาพไม่ออกกัน และเพราะต้องซ้อมเกือบทุกวัน บางเพลงจึงหลับตาเล่นได้เลยทีเดียว แต่สุดท้ายก็ได้ลาออกจากวง เพราะเริ่มหันไปสนใจวิทยาศาสตร์ และทำการทดลองนั่นนี่ในตอนเย็นจึงไม่ได้ไปซ้อม ให้มือรองเล่นไป ห้องดนตรีไทยกับห้องวิทย์ก็ดันอยู่ติดกันอีกต่างหาก (อันที่จริงต้องบอกว่าถูกไล่ออกจากวงมากกว่า ครูเขาบอกประมาณว่าถ้าไม่มาซ้อมก็ไม่ต้องมาอีกเลย แต่สุดท้ายครูเขาก็มาเรียกไปถามหลังจากจบนิทรรศการวิทยาศาสตร์ว่าจะเอาอย่างไร จะกลับมาเล่นอีกไหม ด้วยศักดิ์ศรีที่ถูกไล่ไปแล้ว จึงไม่หวนกลับไปอีก และลาออกจากวงอย่างเป็นทางการ)

17. ดูเหมือนเป็นคนจับจด อยากทำอะไรก็จะลองทำดูว่าทำได้ดีหรือไม่ ถ้าไม่รุ่งก็ทิ้งไป ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกที่พิเชษฐ์จะเคยลองทำโน่นนี่ทิ้งไว้ แล้วไปไม่รอด ปล่อยซากนอนตายตามซอกห้อง เช่น ไวโอลิน เป็นต้น แต่กิเลสล่าสุดคืออยากลองเล่นขิมฝรั่งดู (Hammered Dulcimer) เพราะคิดว่าถ้าเป็นดนตรีแบบนี้คงทำได้ดีเหมือนตอนเล่นขิมไทย แต่ในไทยเหมือนจะไม่มีขาย ต้องสั่งมาจากต่างประเทศ จึงต้องรอต่อไปก่อน รอ… เงิน

Hammered Dulcimer

18. คุณตาเป็นนักทำนายดวงชะตา คุณแม่ก็เป็นนักทำนายดวงชะตา อีลูกก็เลยเป็นนักทำนายดวงชะตาด้วย แต่ฝีมือห่างชั้นคุณตากับคุณแม่ยิ่งนัก

19. เป็นคนติดเกมคอมพิวเตอร์เป็นพักๆ แต่เบื่อง่าย หลังๆ เลยจะเล่นแค่ปีละเกมสองเกม และต้องไม่ใช่เกมออนไลน์ เวลาเล่นก็จะลงแล้วอดหลับอดนอนเล่นติดๆ กันแบบบ้าคลั่ง เก็บทุกรายละเอียดแบบ 100% เล่นจบแล้วถอดออกจากเครื่อง ถือเป็นเสร็จภารกิจ

20. เป็นคนมีความฝันสารพัดสิ่ง และพร้อมจะดันทุรังเพื่อที่จะได้ทำตามฝัน ฝันอยากเป็นนักเขียน ก็พยายามเขียนทั้งที่ไม่ค่อยมีเวลา อยากมีเว็บไซต์ส่วนตัว ก็พยายามศึกษาโน่นนี่นั่นจนทำได้ ล่าสุดอยากทำงานเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ก็ดันทุรังอยู่ 10 เดือน จนได้เป็น (จำไว้นะเด็กๆ อย่าดันทุรังแบบครู ไม่ใช่ทุกคนที่จะโชคดีแบบนี้นะจ๊ะ)

ครบ 20 ข้อจนได้แหะ อิอิ

What's your reaction?
Love
0%
Bad
0%
Wow
0%
Meh
0%
Cool
0%
Hate
0%
Evil
0%
About The Author
Pichaet Tang-on
Pichaet Tang-on
นักนิเทศศาสตร์ วิทยากร นักเขียนมือใหม่ ทาสแมว และบล็อกเกอร์ เชี่ยวชาญในสาขาวาทนิเทศ (การสื่อสารมนุษย์) โดยเฉพาะการสื่อสารผ่านสื่อและการฝึกอบรม เจ้าระเบียบ กรอบจัด ไม่ถนัดอินดี้ ชอบเสพสื่อแมสและสื่อดิจิทัล รักการดูหนังบล็อกบัสเตอร์ ปลื้มเพลงโซลและอาร์แอนด์บี เป็นสาวกไมโครซอฟท์

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.