Journals
Now Reading
1 คืน 1 วัน ณ กาญจนบุรี
46 46 0

1 คืน 1 วัน ณ กาญจนบุรี

by Pichaet Tang-onJanuary 14, 2016

ผมน่ะอยากเที่ยว แต่ไม่ค่อยได้ไป เพราะปัจจัยเรื่องเวลาบ้าง เงินทองบ้าง ความขี้เกียจบ้าง (ผมเป็นพวกขี้เกียจเดินทาง รำคาญความเมื่อยล้าในการนั่งรถ) เพื่อนผมก็ขยันเที่ยวยิ่งนัก แต่บทว่าเงินทองไม่ค่อยคล่องมือ แม้จะถูกชวนบ่อยแค่ไหน ก็ไปกับพวกเขาไม่ได้ จนครั้งนี้ เพื่อนผมที่เป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง มีกำหนดออกสอนสรุปที่จังหวัดกาญจนบุรีในวันเสาร์ที่ผ่านมา เลยตั้งใจกันว่า ผมกับเพื่อนอีกคนจะตามไปในช่วงบ่ายแก่ๆ ของวันนั้น เพราะผมเองก็ติดภารกิจงานสอนในช่วงเช้าที่กรุงเทพเหมือนกัน พอถึงวันจริง นอกจากข้าวของที่ต้องนำติดตัวไปสอนแล้ว ยังมีเสื้อผ้าของใช้สำหรับการเที่ยวที่ต้องนำไปด้วย ซึ่งทำให้กระเป๋าประจำตัวที่เคยเบากลายเป็นหนักเอาการ นี่ยังไม่รวมกระเป๋าอีกใบ ที่นำกล้อง DSLR และอุปกรณ์สำคัญๆ ใส่ไว้ สะพายข้างติดตัวไปด้วย ทีแรกกะว่า พอสอนเสร็จตอนบ่ายโมงแล้วจะเดินทางออกจากมหาวิทยาลัยเลย แต่เนื่องจากเสียพลังงานในการสอนไปเยอะ เลยต้องนั่งซัดข้าวกลางวันก่อน และออกเดินทางจากมหาวิทยาลัยไปท่ารถตู้ข้างห้างเซ็นจูรี่แถวอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิตอนบ่ายสองโมงแทน

กว่ารถเมล์จะไปถึงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ก็เลยบ่ายสามโมงไปแล้ว แถมผมยังไปผิดท่าอีกต่างหาก (ท่ามันอยู่ติดกัน มีกำแพงกั้น) สรุปแล้วกว่าจะได้ออกเดินทางก็ต้องรอถึงเที่ยวสี่โมงเย็นโน่นทีเดียว ส่วนค่ารถก็ไม่แพงเลย เพียง 120 บาทเท่านั้น แม้จะขึ้นรถตู้แล้ว แต่อย่าคิดว่าจะฝ่าออกไปง่ายๆ ครึ่งชั่วโมงแรก ก็ยังคงอยู่แถวๆ เซ็นจูรี่นั่นแหละ รถติดบรรลัยขนาดนั้น ตอนเพื่อนไปเพื่อนบอกว่าน่าจะถึงราวๆ หกโมงเย็น แต่ด้วยความที่รถติดอย่างที่บอก กว่าจะถึงท่ารถตู้แถวขนส่ง ของจังหวัดกาญจนบุรี ก็เลยหกโมงครึ่งไปแล้ว แม้จะเหนื่อย แต่ปลายทางบรรยากาศดี สดชื่นมาก ให้อภัย ที่พักเรา อยู่แถวๆ ขนส่งจังหวัดนั่นแหละครับ เป็นเกสต์เฮาส์ เดินไปแป๊บเดียวก็ถึง ที่พักนี้ เกือบทุกห้องเป็นชาวต่างชาติ มีเราเป็นคนไทยอยู่สามคน เพื่อนผมสองคนเป็นผู้หญิง เลยพักห้องเดียวกัน ส่วนผมพักอีกห้องหนึ่ง แต่เพราะจองห้องช้า เลยได้ห้องพัดลม แถมไม่มีห้องน้ำในตัวอีก แอบเซ็งเล็กน้อย เพื่อนก็บอกว่านอนไปเหอะ คืนเดียวเอง ( -*-) ใช่เซ่! ก็ตูร้อนเน่! เข้าที่พักแล้วรื้อของ นั่งมึนแบบร้อนๆ อยู่พักนึง แล้วจึงยุรยาตรไปอาบน้ำ ก็นะ ค่อยยังชั่วหน่อย เข้าที่พักแล้ว อาบน้ำแล้ว อะไรต่อ อ้อ… หิว!!! หิวโว้ย!!!

Kanchanaburi - 01

เกือบสองทุ่มแล้ว หมู่เฮาก็หอบท้องที่หิวโซออกไปลุยตลาดโต้รุ่งกันครับ เป็นตลาดที่อยู่เลียบถนนแสงชูโต เดินจากสถานีขนส่งมานิดเดียว หลังจากเดินสำรวจตลาดกันอยู่พักใหญ่ ก็ตัดสินใจในท้ายที่สุด (ด้วยความยากเย็นเข็ญใจ เพราะอยากนั่งกินมันทุกร้าน) ว่าจะทานข้าวที่ร้านข้าวต้ม เพราะผมเกิดอยากทานผัดเผ็ดหมู่ป่าขึ้นมา ทานสามคน กับข้าวปาไปเจ็ดอย่าง เต็มโต๊ะ อร่อยเหาะ งานนี้เลยฟินกันไป ทีแรกกะว่าราคารวมคงพาหลังอาน แต่ปรากฏว่าถูกกว่าที่คิดไปมากครับ หารสามแล้วก็สบายตัว แถวนั้นมีร้านโรตีที่คิวยาวมาก (จนนึกถึงเครปป้าเฉื่อยเลยทีเดียว) เพื่อนผมเดินไปดู แต่เห็นสภาพคิวนับสิบราย แถมจะสั่งรายละกี่มากน้อยก็ไม่รู้ เลยถอดใจไปชั่วคราว เดี๋ยวเดินเที่ยวอีกสักหน่อยแล้วจะมาใหม่ จากตรงตลาดโต้รุ่ง พวกเราเดินข้ามถนนเข้าสู่ถนนหลักเมือง แน่นอนครับว่าเราจะไปไหว้ศาลหลักเมืองกัน และก็จะไปเดินเลียบๆ เคียงๆ แถวประตูเมืองกาญจนบุรี ตรงหน้าจวนผู้ว่าราชการจังหวัดที่สุดถนนด้วย ซึ่งเมื่อเลยประตูเมืองไปนั้น จะมีถนนคนเดิน มีการแสดงและตลาดนัด แต่เขาเริ่มกันตั้งแต่สี่โมงเย็น ตอนเราไปถึงเขาก็เก็บร้านกันแล้วน่ะครับ งานนี้อด ส่วนศาลหลักเมืองนั้นยังเปิดอยู่ แม้จะเริ่มดึกแล้ว ต้องยอมรับว่าเป็นศาลที่สวยงามจริงๆ ยิ่งตอนกลางคืนด้วยแล้ว ส่องสว่างอร่ามตามาก หลังจากไหว้ศาลหลักเมืองแล้ว เดินต่อไปอีกหน่อยก็จะเป็นประตูเมืองกาญจนบุรี เราแวะถ่ายรูปกันพักใหญ่ แล้วก็พากันเดินกลับ

Kanchanaburi - 04

Kanchanaburi - 03

Kanchanaburi - 05

เรากลับมาที่ตลาดโต้รุ่งกันอีกครั้งหนึ่ง เพื่อตบท้ายด้วยของหวาน ณ ร้านโรตีคิวยาวร้านนั้นนั่นแหละ แม้ตอนนี้จะคิวไม่เยอะแล้ว แต่ก็ยังรอนานอยู่พอสมควร ซึ่งที่ร้านนี้ มี “โรตีทิชชู่” ที่ทำโรตีเป็นแผ่นบางๆ แล้วม้วนเป็นรูปกรวย ซึ่งต้องค่อยๆ เลี้ยงไฟกว่ามันจะกรอบ เมนูนี้แหละที่ทำให้รอนาน หลังจากได้ขนมที่สั่งครบแล้ว เราก็นำไปนั่งทานที่ร้านขายน้ำอีกร้านหนึ่ง พร้อมสั่งน้ำปั่นมาทานกับขนมด้วย หลังจากนั่งทาน นั่งเม้ามอยกันอยู่พักใหญ่ เราก็พากันเดินกลับที่พัก เป็นอันจบคืนแรกแบบอิ่มหมีพลีมัน เหลืออีก 1 วัน พวกเราตั้งใจจะไปเล่นน้ำตกกัน ไหนๆ ก็มาแล้ว โดยนัดกันเอาไว้ที่ 7.30 น. พร้อมเช็คเอาท์และเดินทาง


Kanchanaburi - 02

คืนแรกผ่านไปแล้ว เหลืออีกหนึ่งวันเต็ม อย่างแรกเลย น้ำตอนเช้าเย็นมาก อาบไปถึงกับสั่น หลังจากอาบน้ำ แต่งตัว และเก็บของเรียบร้อยแล้ว เราก็ออกมาเช็คเอาท์ตามเวลาที่นัดกันไว้เป๊ะ โดยพวกเรายังฝากของส่วนใหญ่ไว้ที่เกสต์เฮาส์ และเอาติดตัวไปเฉพาะที่จำเป็นสำหรับการไปเล่นน้ำตก กล้อง DSLR ที่ผมแบกมานั้น พบว่าแบตเตอรี่เสื่อม ก้อนนึงหมดไว อีกก้อนเก็บประจุไม่อยู่แม้แต่น้อย ก็เลยทิ้งกล้องไว้กับข้าวของที่เหลือ รถบัสจากขนส่งไปอุทยานแห่งชาติเอราวัณ มีเที่ยวแรกตั้งแต่แปดโมงเช้า ใครจะไปโดยไม่มีรถส่วนตัว ก็ขอแนะนำให้นั่งไปตั้งแต่เที่ยวนี้ คนจะยังพอดีๆ นั่งไปสบายๆ ถ้าหลังจากนี้จะแน่นถึงแน่นมาก ตั๋วสำหรับรถบัสเที่ยวนี้ราคา 50 บาทเท่านั้น ใช้เวลาเดินทางโดยเฉลี่ยประมาณ 2 ชม. แต่สำหรับเที่ยวเช้าแบบนี้เราเดินทางกันเพียงชั่วโมงครึ่งก็ถึงแล้ว โดยเมื่อรถจะเข้าส่วนของอุทยาน จะมีเจ้าหน้าที่ขึ้นมาเก็บค่าเข้า คนไทย 100 บาท ชาวต่างชาติ 300 บาท จากนั้นรถจะพาเราไปปล่อยไว้ที่ทางเข้าน้ำตกเอราวัณเลย ห่างจากชั้นแรกประมาณครึ่งกิโล โดยเวลาจะกลับก็มาขึ้นรถที่เดียวกันนี้ หลังจากลงรถ และถ่ายรูปด้านหน้ากันนิดหน่อย เราก็ค่อยๆ ยะเนิบๆ ขึ้นน้ำตกกัน อ้อ ที่ด้านหน้าน่ะ มีรถกอล์ฟบริการเข้าไปส่งที่น้ำตกชั้นแรกด้วยนะ เผื่อใครไม่อยากเดิน แต่พวกเราเดินกัน เพราะทางคนเดินร่มรื่นมาก สดชื่นดีจริงๆ

Kanchanaburi - 11

Kanchanaburi - 06

Kanchanaburi - 07

Kanchanaburi - 08

Kanchanaburi - 10

เราเดินกันไม่นานก็มาถึงน้ำตกชั้นแรก อารมณ์ประมาณน้ำตก Slow Life ไหลเอื่อยๆ ไม่หวือวาอะไรทั้งสิ้น ชั้นนี้มีของกินขายด้วยนะ และยังมีแคร่ให้นั่งพักทานอาหารอยู่เป็นระยะ พวกเราเปลี่ยนชุดกันที่ชั้นนี้แหละ พอชุดพร้อมเล่นน้ำแล้ว เราก็ไต่กันต่อไป ชั้น 2 เป็นชั้นสุดท้ายที่อนุญาตให้นำน้ำและอาหารเข้าได้ คนเลยอยู่ชั้นนี้กันเยอะพอสมควร น้ำตกชั้นนี้ Slow Life น้อยกว่าชั้นแรกหน่อย แต่พวกเรายังไม่ค่อยปลื้ม จึงไต่กันต่อไป ช่วงที่จะผ่านชั้น 2 ขึ้นไป จะมีจุดตรวจน้ำและอาหาร สามารถฝากได้และค่อยมารับตอนกลับลงมา หลังจากผ่านชั้น 2 มาแล้ว ก็จะมีแยกให้เลือก แยกซ้ายชั้น 4 แยกขวาชั้น 3 พวกเราเลือกไต่ขึ้นชั้น 4 กันก่อน ซึ่งทางขึ้นชั้น 4 นี้ จะต้อนรับเราด้วยบันไดสูงและชันโคตร กับคนอ้วนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายอย่างผม เหมือนหัวใจจะระเบิดออกมานอกตัว พอผ่านบันไดนั้นมาได้ ก็จะมีจุดชมวิวให้เราได้นั่งพักให้หายเหนื่อย ซึ่งวิวตรงนี้มันสวยจริงจัง หลังจากพักได้สักหน่อยก็เดินกันต่อ จะเป็นทางลงบันไดสูงชัน แต่ไม่ได้มีขั้นเยอะเท่าอันก่อน เมื่อลงไปสุดทางแล้วก็จะมาถึงน้ำตกชั้นที่ 4 ซึ่งพวกเรากะว่าจะเล่นกันที่ชั้นนี้แหละ ส่วนชั้น 5 ขึ้นไป บันไดสูงชันนั้นจะโหดร้ายยิ่งกว่าชั้น 4 อีก ถึงกับเรียงตัวสลับฟันปลากันเลยทีเดียว พอเหอะ เล่นชั้นนี้แหละ ตัดสินใจได้แล้วก็ค่อยๆ ไต่ชั้นหินชั้นดินกันลงมา จัดแจงหาที่วางข้าวของ ถ่ายรูป เก็บมือถือลงกระเป๋า แล้วพากันลงน้ำ แหม่ น้ำมันเย็นจริงๆ ครับ

Kanchanaburi - 09

แต่น้ำเย็นไม่ได้เป็นปัญหาในการเล่น ปัญหามันอยู่ที่ตะไคร่น้ำที่เกาะอยู่กับหินตรงพื้นน้ำ ที่พาให้ลื่นกันเป็นพักๆ เพื่อนผมนี่ถึงกับได้เลือดเลยทีเดียว หินใต้น้ำเอง บางจุดก็ทำมุมแหลม เหยียบแล้วเจ็บเท้า แต่ปัญหาใหญ่สุดก็เห็นจะเป็นเหล่าปลาพลวงแถวริมฝั่ง ที่ขยันตอดเท้าตอดขากันเหลือเกิน อยากจะนึกว่าทำสปาปลาอยู่ก็ไม่ได้ เพราะปากน้องปลาก็ใหญ่มิใช่น้อย ทำให้ทั้งรู้สึกจี้และตกใจไปพร้อมๆ กัน เราแช่น้ำกันตรงนั้นอยู่พักใหญ่ แถวริมๆ ฝั่งนั่นแหละ ไม่กล้าไปไกล เกรงว่ามันจะลึก เพราะผมกับเพื่อนที่เป็นอาจารย์ไม่มีสกิลว่ายน้ำ เดี๋ยวจมไปแล้วจะไม่มีใครช่วย ชั้น 4 นี้ มีสไลเดอร์หินธรรมชาติด้วยนะ เผื่อใครอยากจะลอง หลังจากเริ่มทนปลาตอดไม่ไหว เราก็พาร่างเปียกโชกขึ้นจากน้ำ และเดินกลับลงไปที่ชั้น 3 แทน ชั้น 3 นั้น มีอาณาเขตใต้พื้นน้ำที่ค่อนข้างแบนราบ ค่อยๆ ลึกไปทีละน้อยๆ ทำให้พวกเราพอจะออกจากฝั่งไปได้ไกลกว่าชั้น 4 อยู่มากโข ส่วนปลาตอดนั้นก็ยังมีเหมือนเดิม แต่พอออกจากฝั่งไปสักหน่อยก็น้อยลงมาก เล่นชั้นนี้ทำให้พบว่า ชาวต่างชาติทั้งฝรั่งตาน้ำข้าว หรือชาวจีน ก็ตกใจปลาตอดไม่แพ้กัน ปลาพลวงนี่มันแน่จริงๆ การเล่นน้ำที่ชั้น 3 นี้ถือว่าฟินมาก แช่กันอยู่นานสองนาน ไม่อยากขึ้น อยู่ในน้ำแล้วตัวเบา มีความสุขกันสุดๆ แต่สุดท้ายก็ต้องขึ้นนะ เวลามันบีบบังคับ ต้องกลับให้ทันรถเที่ยวบ่ายสองโมง แถมเริ่มหิวหนักแล้วด้วย เพราะเลยเที่ยงมาพักใหญ่ เลยพากันขึ้นจากน้ำ เดินกลับลงมาเปลี่ยนชุดและหาอะไรกินที่ขั้น 1 แต่ไม่มีที่นั่งครับ เลยหิ้วของกินกลับมานั่งทานกันที่ด้านหน้าแทน งานนี้ กินกันด้วยความไวแสง

พอทานเสร็จ พบว่ารถขากลับเข้ามาจอดได้สักพักแล้ว จึงเดินไปซื้อตั๋วกลับกัน ดีที่ไปทัน ยังพอมีที่นั่งเหลืออยู่บ้าง คนที่มาช้ากว่าผมก็ต้องยืนไป รถก็แคบ แถมคนยืนเต็มคัน อึดอัด จะเป็นลม ขากลับนี้ใช้เวลาสองชั่วโมงกว่า กับแดดร้อนๆ ตอนบ่าย พีคมาก ผมก็เอาหูฟังสวมหูนั่งหลับๆ ตื่นๆ ไป จนกระทั่งน้องคนข้างๆ เขาสะกิด ผมจึงถอดหูฟังและเอี้ยวตัวเถิบเข้าข้างหน้าต่าง (เดิมนั่งติดทางเดิน) ด้วยเข้าใจว่าน้องเขาจะลง แต่เปล่าครับ พอผมเถิบเข้าริมหน้าต่าง ก็มีน้องผู้หญิงนั่งลงมาตรงที่เดิมของผมแทน จึงได้จับต้นชนปลายถูกว่าน้องผู้หญิงคนนี้เป็นลม ดีว่าน้องคนนี้มากับเพื่อนกลุ่มใหญ่ ผมนี่อยากจะลุกเลยครับ แต่ลุกไม่ได้ เพราะบริเวณนั้นแคบมาก และถ้าลุก หัวผมจะชนที่วางสัมภาระ ทำให้ผมยังนั่งเอี้ยวตัวอยู่ท่าเดิม น้องที่เป็นลมเลยพิงลงมาที่ผมเต็มๆ คงคิดว่าเป็นหมอนใบใหญ่ ผมก็ไม่ว่าอะไรหรอกครับ ก็คนเป็นลมนี่ ผมเองเลยล้วงมือลงไปในกระเป๋า แล้วหยิบยาหอมที่เผอิญพกมาด้วยขึ้นมา (ปกติมันอยู่ในกระเป๋าที่ฝากไว้ที่เกสต์เฮาส์) เอาให้เพื่อนของน้องเขาป้อน ความเย็นของยาหอมทำให้น้องเขารู้สึกตัวขึ้นมา แต่ยังมึนและวิงเวียนอยู่ ก็เลยปล่อยให้น้องเขานอนต่อไป น่าจะเพลินเพราะตัวผมไม่นุ่มมาก แต่ก็นุ่มอ่ะนะ จนรถไปถึงลาดหญ้า น้องเขาก็พากันลงไปต่อรถตู้กลับกรุงเทพ น้องที่เป็นลมได้สติแล้ว พากันยกมือไหว้คนบนรถกันใหญ่ที่ให้ความช่วยเหลือ มารยาทดีจัง

Kanchanaburi - 12

Kanchanaburi - 13

Kanchanaburi - 14

Kanchanaburi - 15

Kanchanaburi - 16

Kanchanaburi - 17

หลังจากน้องเขาลงไป เราก็กลับมานั่งติดทางเดินเหมือนเดิม หลังจากนั้นอีกพักใหญ่ เราก็กลับถึงขนส่ง ในสภาพที่โทรมประหนึ่งไปฝ่าสมรภูมิสงครามโลกกันมา ก่อนอื่นเลย เอาถุงผ้าเปียกไปเก็บที่เกสต์เฮาส์ แล้วออกมานั่งพักกันที่ร้านน้ำปั่นแถวขนส่งพอให้หายเหนื่อย หลังจากสบายดีแล้ว เราก็ไปสอบถามเที่ยวรถตู้กลับกรุงเทพ แล้วเหมารถสองแถวไปสะพานข้ามแม่น้ำแควกัน พี่เขาคิดคนละ 40 บาท กับค่ารอ 10 บาท ไปกลับสามคนก็เพียง 250 บาทเท่านั้น พอไปถึง เราก็พุ่งเข้าชาร์จที่สะพานก่อนเลย เดินไปถ่ายรูปไปชิวๆ ระหว่างที่อยู่กลางสะพานนั่นเอง รถไฟก็มา หลังจากรถไฟผ่านไปเราก็ถ่ายรูปกันต่ออีกสักพัก และไปต่อกันที่พิพิธภัณฑ์สงคราม ที่ต้องบอกว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่โคตรขลัง และแอบน่ากลัวในเวลาเดียวกัน จากนั้นเราก็เดินทางกลับมาจองเที่ยวรถตู้กลับกรุงเทพ และวิ่งไปเอาของที่เกสต์เฮาส์ ซึ่งต้องขอบคุณทางเกสต์เฮาส์คานาอันมาก ที่ให้แขกฝากของระหว่างไปเที่ยวโดยที่ไม่ได้คิดมูลค่าใดๆ ใจดีจริงๆ เมื่อได้ของแล้วเราก็กลับมาขึ้นรถที่ขนส่งและออกเดินทางในเวลา 18.30 น. กลับมาถึงหน้าเซ็นจูรี่ น่าจะราวๆ สองทุ่มครึ่ง ทีแรกก็กะจะกลับเลย แต่หิวมาก ร้านในเซ็นจูรี่ก็ปิดกันหมดแล้ว เลยไปนั่งทานสเต็กแถวซอยรางน้ำกันก่อนเดินทางกลับ ปิดฉากทริปสั้นๆ 1 คืน 1 วันที่นี่

1 Night 1 Day Trip - Avoiding Train

What's your reaction?
Love
0%
Bad
0%
Wow
0%
Meh
0%
Cool
0%
Hate
0%
Evil
0%
About The Author
Pichaet Tang-on
Pichaet Tang-on
นักนิเทศศาสตร์ วิทยากร นักเขียนมือใหม่ ทาสแมว และบล็อกเกอร์ เชี่ยวชาญในสาขาวาทนิเทศ (การสื่อสารมนุษย์) โดยเฉพาะการสื่อสารผ่านสื่อและการฝึกอบรม เจ้าระเบียบ กรอบจัด ไม่ถนัดอินดี้ ชอบเสพสื่อแมสและสื่อดิจิทัล รักการดูหนังบล็อกบัสเตอร์ ปลื้มเพลงโซลและอาร์แอนด์บี เป็นสาวกไมโครซอฟท์

Leave a Reply