Reviews
Now Reading
Gods of Egypt (2016)
0
Overview
Title

Gods of Egypt
สงครามเทวดา

Rating

PG-13 (MPAA)
น 15+ (สภว.)

Runtime

2 ชม. 7 นาที

Genres

แอ็คชั่น, ผจญภัย, แฟนตาซี

Storyline

สร้างจากตำนานปรัมปราของเทพแห่งอียิปต์ เมื่อ เทพเซต ได้สร้างวิกฤตการณ์สู่บัลลังก์ราชาแห่งลุ่มแม่น้ำไนล์ จนเกิดความปั่นป่วนไปทั่วแผ่นดิน นองไปด้วยเลือด ร้อนถึงมือของ เทพฮอรัสที่ต้องส่งตัวแทนมนุษย์นักรบหนุ่มนามว่า เบค เข้ารับการทดสอบความกล้าหาญและจิตวิญญาณ เพื่อเผชิญหน้ากับกองทัพปีศาจและจัดการโค่นเทพเซต จนก่อเกิดเป็นสงครามแห่งเวทย์มนตร์และอสูรกาย สั่นสะเทือนทั้งโลกสวรรค์และโลกมนุษย์ยิ่งใหญ่เหนือจินตนาการ (Major Cineplex, 2016: Online)

Director

Alex Proyas

Producer

Basil Iwanyk
Alex Proyas

Writer

Matt Sazama
Burk Sharpless

Cinematographer

Peter Menzies Jr.

Editor

Richard Learoyd

Composer

Marco Beltrami

Cast

Brenton Thwaites เป็น เบค (Bek)
Courtney Eaton เป็น ซาย่า (Zaya)
Nikolaj Coster-Waldau เป็น ฮอรัส (Horus)
Gerard Butler เป็น เซท (Set)
Geoffrey Rush เป็น รา (Ra)
Elodie Yung เป็น ฮาธอร์ (Hathor)
Chadwick Boseman เป็น ธอท (Thoth)
Goran D. Kleut เป็น อานูบิส (Anubis)
Bryan Brown เป็น โอไซริส (Osiris)
Rachael Blake เป็น ไอซิส (Isis)
Emma Booth เป็น เนฟธิส (Nephthys)
Rufus Sewell เป็น เออชู (Urshu)

Studio

Pyramania
Summit Entertainment
Mystery Clock Cinema
Thunder Road Pictures

Distributor

Lionsgate (สหรัฐอเมริกา)
Mongkol Major (ประเทศไทย)

Release Date

25 กุมภาพันธ์ 2559 (ประเทศไทย)
26 กุมภาพันธ์ 2559 (สหรัฐอเมริกา)

Watched

26 กุมภาพันธ์ 2559 (Digital 2D)

Positives

มุมมองการเล่าเรื่องแปลกใหม่ บทยืนอยู่บนความเป็นจริงและหลักการของธรรมชาติมากขึ้น เหล่าเทพเท่มาก โดยเฉพาะรา เซทก็เถื่อนมากทั้งลีลาการแสดงและน้ำเสียง ส่วนเอโลดี้ ยุง ในบทฮาธอร์แสดงดีและกินใจมาก งานภาพโดยรวมสวยงาม เอ็ฟเฟ็คภาพอลังการ

Negatives

เนื้อเรื่องช่วงครึ่งเรื่องแรกไม่ค่อยต่อเนื่องเท่าที่ควร โดยเฉพาะเวลาเปลี่ยนซีน เปลี่ยนสถานที่ ไม่มีช็อตมาช่วยเชื่อมเลย นักแสดงที่สวมบทตัวละครหลัก ยังทำได้ไม่ดีนัก ทั้งบทของฮอรัสและเบค การเกรดสีช่วงครึ่งหลังหลุดโลกไปมาก ดนตรีประกอบไม่ช่วยเสริมอารมณ์

Rating
Our Rating
Screenplay
B-
Casting/Acting
B
Cinematography
B
Video Editing
A-
Visual Effects
B-
Score & Music
C+
Bottom Line

ไม่ค่อยมีภาพยนตร์เรื่องไหน ที่เล่าเรื่องของเทพอียิปต์ผ่านมุมมองของเทพจริงๆ ส่วนใหญ่มักจะเล่าผ่านตำนานและความเชื่อของฟาโรห์ ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นสิ่งแปลกใหม่ แม้ผลงานจะไม่ถึงกับเพอร์เฟ็ค แต่ก็ถือว่าทำออกมาได้ดีทีเดียว

B
Our Rating
You have rated this

Full Review

ภาพยนตร์แนวแฟนตาซีเหนือจินตนาการ อิงตำนานของเหล่าเทพแห่งไอยคุปต์เรื่องนี้ สำหรับผมถือเป็นเรื่องแปลกใหม่ในงานภาพยนตร์ เพราะเราไม่ค่อยจะได้เห็นเรื่องราวของเทพจากแผ่นดินอียิปต์ แบบเล่าเรื่องของเหล่าเทพจริงๆ มาโลดแล่นบนจอภาพยนตร์กันสักเท่าไหร่ นอกจากถูกแทรกอยู่กับเรื่องราวของเหล่าฟาโรห์และเจ้าชายเท่านั้น ไม่เหมือนกับเหล่าเทพของกรีก ที่มักจะถูกหยิบยกเอามาสร้างเป็นภาพยนตร์อยู่บ่อย ไม่ว่าจะเล่าโดยตรง หรือเล่าผ่านตัวละครอื่นหรือเรื่องราวอื่นก็ตาม และเมื่อเข้าไปชมจริงๆ ก็พบว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ นำเสนอด้วยแนวคิดแปลกใหม่ของเทพแห่งไอยคุปต์มากกว่าที่คิดอีก ซึ่งผมว่าการเล่าเรื่องแบบนี้ มันทำให้เราเข้าถึงเรื่องราวของเทพได้มากกว่าเดิม สมจริงกว่าเดิม และดูออกจะเป็นเหตุเป็นผลมากกว่าเรื่องเล่าปรัมปราที่เล่าต่อๆ กันมาเสียอีก

Screenplay

Spoiler Alert

มันเล่าเรื่องในโลกของเทพแห่งไอยคุปต์ แผ่นโลกที่แบนราบอันถูกคุ้มครองด้วยเทพราบนเรือลากพระอาทิตย์ ซึ่งเป็นโลกของเทพโดยเฉพาะ ไม่ใช่โลกมนุษย์ ไม่ใช่อียิปต์ที่เรารู้จัก เพราะในเรื่องนี้ไม่มีฟาโรห์ (แต่ฟาโรห์ที่สวรรคตแล้ว จะมาทำหน้าที่พิพากษาอยู่ที่ด่านสุดท้ายของโลกแห่งความตาย เราจะเห็นนั่งเรียงกันอยู่บนบัลลังก์สูง) ด้านหนึ่งของโลกแบนๆ ที่ว่าคือดินแดนไอยคุปต์ (อียิปต์ของเหล่าเทพ) ส่วนอีกด้านคือโลกหลังความตาย ราท่องอวกาศอยู่อย่างโดดเดี่ยวบนฟากฟ้า คอยรบรากับอสูรที่หมายจะกลืนกินอียปต์เบื้องล่างอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ส่วนลูกหลานของราปกครองอยู่บนผืนดินเบื้องล่าง นำโดยโอไซริสและเซท เหล่าทวยเทพผู้มีร่างกายที่ใหญ่โตและมีเลือดเป็นทองคำ ผู้ที่แปลงกายให้อยู่ในร่างครึ่งสัตว์ได้ พวกเขาปกครองเหล่ามนุษย์และอยู่ร่วมกันอย่างผาสุก ทว่าแม้เหล่าเทพเองก็มิได้เป็นอมตะ พวกเขาเพียงอายุยืนนาน แต่วันหนึ่งก็ต้องตาย และถูกพิพากษาในด่านสุดท้ายของโลกหลังความตาย เฉกเช่นเดียวกันกับมนุษย์ทั่วไป โอไซริสเป็นกษัตริย์ผู้ปกครองเหล่ามนุษย์ในดินแดนริมแม่น้ำไนล์ ดินแดนของเขามีแต่ความชุ่มชื่นและความสุขสงบ แต่กับเซทนั้น เขาเป็นเพียงเจ้าแห่งทะเลทรายอันแห้งแล้ง ความร้อนรุ่มที่แผดเผา ผู้ต้องทนทุกข์ปกครองดินแดนเวิ้งว้างอย่างโดดเดี่ยว จนความโดดเดี่ยวนั้นผันเป็นความแค้นเคือง และในวันที่โอไซริสส่งมอบบัลลังก์ให้กับฮอรัสบุตรชายผู้เป็นเทพแห่งนภา เซทก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกองทัพ ก่อนปราบฮอรัสด้วยการควักลูกตาของเขาออก และบันดาลโศกนาฏกรรมด้วยเลือด

ส่วนที่ชอบที่สุดในส่วนของบทภาพยนตร์ ก็คือการออกแบบมิติตัวละครได้น่าจดจำมากๆ โดยเฉพาะเหล่าเทพทั้งหลาย ซึ่งแน่นอนล่ะว่าเหล่าเทพแต่ละองค์ จริงๆ แล้วมีจุดเด่นของตัวเองอยู่ตั้งแต่ในตำนานแล้ว แต่การดัดแปลงให้กลายเป็นภาพที่ดูเป็นรูปธรรมเนี่ย ถือเป็นความเจ๋งของคนเขียนบทจริงๆ อย่างฮอรัสเทพแห่งนภา ผู้มีร่างสัตว์เป็นเหยี่ยวกับปีกสีเงิน พร้อมดวงตาที่พอถูกควักออกแล้ว มันจะกลายเป็นอัญมณีทรงกลมดวงโต เนฟธิสผู้มีปีกสีรุ้งที่พอถูกตัดจะกลายเป็นแผ่นแข็งๆ (แบบที่เรามักจะเห็นในรูปสลักของอียิปต์) ธอทผู้ปราดเปรื่องและเชื่อมั่นในตนเองสูง เขามักจะปรึกษากับตนเองเท่านั้นเวลาหาความรู้ใหม่ๆ (ด้วยการแยกตนเองออกเป็นหลายสิบร่าง) สมองของเขาเมื่อถูกดึงออกจะกลายเป็นสมองคริสตัล และที่ขาดไม่ได้คือรา เทพสูงสุดผู้สถิตอยู่บนเรือลากพระอาทิตย์เพียงลำพัก โดยปกติเขามีร่างเป็นเพียงเทพสูงวัยในผ้าคลุมขาว แต่เมื่อสวมมงกุฏ ร่างเทพของราจะขยายใหญ่ ล้อมรอบกายด้วยไฟโชติช่วง คฑาของราสามารถปลดปล่อยไฟที่ทรงอานุภาพที่สุด ไฟที่สามารถขับไล่อสูรร้ายไปได้ ช่วงที่น่าจดจำอีกอย่างหนึ่ง คงหนีไม่พ้นเซทที่พยายามสร้างอำนาจของตนเองให้ยิ่งใหญ่กว่าเทพองค์อื่นๆ ด้วยการผนึกของสำคัญของเหล่าเทพมาไว้ในตัว ไม่ว่าจะเป็นดวงตาอีกข้างของฮอรัส ปีกสีรุ้งของเนฟธิส หัวใจของโอไซริส และสมองของธอท เพื่อให้เขามีอำนาจเพียงพอที่จะต่อกรกับรา พ่อของเขา ในความพยายามช่วงชิงคฑาที่ทรงอำนาจที่สุดมาไว้ในมือ

บทภาพยนตร์อีก ส่วนหนึ่ง ที่แม้จะดูคลาสสิคไปนิด แต่ก็ยังสามารถนำมาเป็นประเด็นในภาพยนตร์ได้โดยไม่น่าเบื่อ คือความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใหญ่กับผู้น้อย ซึ่งในที่นี้ คือเทพและมนุษย์ ฮอรัสไม่ได้คิดว่ามนุษย์จะมีค่าใดๆ ในครา;แรก เขานึกโกรธด้วยซ้ำที่มนุษย์อย่างเบค กล้าต่อรองเงื่อนไขกับเขา และเขาไม่ลังเลเลยที่จะโกหกว่าสามารถคืนชีวิตให้ซาย่าได้เมื่อเขาได้ปกครอง อียิปต์ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว เขาฝืนกฎนั้นไม่ได้ และฮาธอร์เทพีแห่งความรัก คนรักของฮอรัสก็ได้แสดงความเสียสละที่ยิ่งใหญ่ เมื่อเธอยอมถอดกำไลที่ใช้ปกป้องเธอจากปีศาจทั้ง 42 ตนในโลกหลังความตาย เพื่อมอบให้เบคนำไปให้ซาย่า ในการพิพากษาสุดท้ายของโลกหลังความตาย ที่เซทกำหนดไว้ว่าให้ตัดสินจากทรัพย์สิน เพื่อชดเชยที่เธอรู้เห็นเรื่องที่ฮอรัสหลอกใช้เบคมาแต่ต้น เป็นเหตุให้เธอถูกเหล่าปีศาจจับตัวกลับไปยังโลกหลังความตาย จนในตอนท้ายที่ฮอรัสเลือกที่จะปกป้องเบคเหนือดวงตาอีกข้างซึ่งเป็นแหล่งพลัง ของเขา จนเขาสามารถกลายร่างเป็นเหยี่ยวได้อีกครั้งทั้งๆ ที่มีดวงตาไม่ครบ เป็นสัญญาณว่าเขาคู่ควรกับบัลลังก์ของไอยคุปต์แล้ว

อย่างไรก็ตาม แม้การดัดแปลงบทภาพยนตร์จากตำนานของเหล่าเทพอียิปต์ จะดูน่าตื่นตาตื่นใจแค่ไหน ก็ยังมีจุดบอดอยู่มากสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ ซึ่งต้องขอออกตัวไว้ก่อนว่า ในส่วนนี้จะวิจารณ์ตามภาพที่ออกมาในเวอร์ชั่นที่ฉายในโรงภาพยนตร์ ซึ่งเราไม่สามารถจะทราบได้ว่า ถูกตัดซีนไหนออกไปบ้าง อย่างแรกเลย คือเนื้อเรื่องในครึ่งแรก มีความไม่ต่อเนื่อง เหมือนมีการกระโดดของเนื้อหา ดูไม่ค่อยสมบูรณ์เท่าที่ควร แม้รายละเอียดบางอย่างจะมีการกล่าวถึงในภายหลัง เช่น ชะตากรรมของโอไซริสและไอซิส แต่ก็ดูผิดที่ผิดเวลาไปนิดที่มาเล่าแบบแห้งๆ ในภายหลัง นอกจากนั้น เวลาเดินทางเปลี่ยนสถานที่จากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง ก็ขาดพวก Bridging Shot หรือไม่ก็ Establishing Shot มาอุดช่องว่าง ทำให้ดูไม่ต่อเนื่อง เป็นจุดที่ขัดอกขัดใจอยู่มาก แต่หากไม่นับที่แต่ละซีนโดดไปโดดมานี้ ก็ต้องถือว่าภาพยนตร์เรื่องนี้สนุกดีทีเดียว

Spoiler Alert

Production

Casting/Acting

ความเยี่ยมยุทธ์ในการแสดง ในความคิดของผม คงต้องยกให้ผู้สวมบทบาทเป็นตัวละครเหล่านี้ คนแรกเลย เจอราร์ด บัตเลอร์ ในบทของเทพเซท จ้าวแห่งทะเลทราย ที่ต้องบอกว่าถูกฝาถูกตัวจริงๆ เพราะนอกจากความเถื่อนทั้งร่างกายและน้ำเสียงแล้ว การแสดงของแกก็ดูโหดร้ายและแข็งกระด้างเหมือนทะเลทรายไม่มีผิด ส่วนที่ชอบมากๆ คือความหยิ่งผยองว่าอยู่เหนือเทพทั้งปวง ที่ถูกแสดงออกมาในทุกอริยาบท คนที่สอง เอโลดี้ ยุง ในบทของฮาธอร์ เทพีแห่งความรักและอดีตนายหญิงทิศประจิมแห่งยมโลก บทนี้เอโลดี้สวยแบบคมเข้ม แม้หน้าจะดูเอเชียไปสักหน่อย แต่การแสดงที่กินขาด เต็มไปด้วยความสง่าของเทพี ทำให้เราแทบจะมองข้ามจุดนั้นไปเลย อีกอย่างหนึ่งคือบทนี้ ได้ทำให้เราเห็นว่า เทพีก็ไม่ได้เป็นเทพีอยู่ตลอดเวลา ยังมีมุมซึ้งกินใจ มุมผู้หญิงขี้วีน มุมแห่งความรัก ความเสียสละ ซึ่งเอโลดี้แสดงออกมาได้ดีทุกมุม ทำให้บทนี้เป็นอีกสีสันหนึ่งให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี คนสุดท้าย เจฟฟรีย์ รัช ในบทของรา เทพสูงสุดแห่งไอยคุปต์ พ่อของโอไซริสและเซท ผู้ดูแลดินแดนไอยคุปต์อย่างโดดเดี่ยวบนเรือลากพระอาทิตย์ ตัวลุงเจฟฟรีย์นั้น เราจะค่อนข้างคุ้นเคยกันในบทของบาบอสซ่าจากแฟรนไชร์ Pirates of the Caribbean ที่บทบาทนั้น ลีลาการแสดงกินขาดสุดๆ พอมาอยู่ในบทของรา ก็แสดงได้นิ่งๆ ดูทรงภูมิ เมื่อถึงเวลาแสดงร่างจริงของเทพแห่งพระอาทิตย์ก็เท่มาก และดูทรงพลังสุดๆ แม้แต่ในเวลาที่ถูกเซทคุกคามก็ตาม

นอกจากสามตัวละครนี้แล้ว นอกนั้นรู้สึกเฉยๆ แสดงได้ไม่ค่อยเข้าตาไปสักหน่อย ไม่ว่าจะเป็นตัวเอกของเรื่องอย่างฮอรัสที่รับบทโดย นิโคลาจ คอสเตอร์-วัลโด ที่ดูไม่ค่อยจะไปสักทาง ตอนสิ้นหวังก็ไม่สุด ตอนจะซึ้งก็ไม่อิน ซีนต่อสู้ก็ไม่เท่เอาเสียเลย ไหนจะบทของเบค ที่แสดงโดย เบรนตัน ทเวทส์ นี่ก็เป็นหัวขโมยที่หน้าตาร่าเริงแทบจะตลอดเวลา ไม่ค่อยมีหน้าอารมณ์อื่นเลย ส่วนเหล่าเทพที่พอจะมีบทอยู่บ้าง อย่างธอท (แชดวิค บอสแมน) พี่ก็แสดงบทบาทออกมาได้น่าหมั่นไส้ก็จริงอยู่ (ตามบทคือเป็นเทพที่หลงตัวเองมาก) แต่มันดูแรดไปนิดนึง คือมันน่าจะดูหยิ่งๆ แบบแมนๆ น่ะนะ คนสุดท้ายที่จะพูดถึงคือบทเออชู ที่รับบทโดย รูฟัส ซีเวล ซึ่งถือเป็นนักแสดงเจ้าบทบาทอีกคน จริงๆ ผมชอบนะ แสดงได้น่าหมั่นไส้ น่ารุมกระทืบดี เวลากลัวเซทก็แสดงออกได้ชัดเจนจนรู้สึกได้ แต่ผมว่าคาแรคเตอร์ของเออชูน่าจะไปได้สุดทางกว่านี้ อย่างตอนต้นเรื่องที่แสดงให้เห็นว่าเป็นนักธนูที่แม่นยำ ถ้ามีซีนที่ให้เขาได้บู๊บ้างน่าจะดี ไหนๆ ในเรื่องก็มีฝีมือแล้วนี่ แต่ปรากฏอย่างที่เห็น แม่นธนูอยู่ฉากเดียวแล้วกลายเป็นนายช่างใหญ่ตลอดเรื่อง

Cinematography

งานภาพโดยรวม ผมค่อนข้างโอเคนะ ทั้งฉาก ทั้งองค์ประกอบในฉาก เสื้อผ้า หรือรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ได้อารมณ์อียิปต์มาก ทั้งมุมกล้องต่างๆ ก็ทำได้สวยดี แต่อย่างที่บอกไปตั้งแต่ตอนเขียนถึงบทภาพยนตร์ด้านบน ว่ามันมีบางช่วงที่เนื้อเรื่องมันโดดๆ ไปนิด น่าจะมีพวก Bridging Shot หรือไม่ก็ Establishing Shot มาเสริมเพื่ออุดรูรั่วสักหน่อยจะดีมาก จะรู้สึกขัดอกขัดใจอยู่บ้าง คงเป็นเรื่องการเกรดสีที่เข้มหลุดโลกไปนิด แต่เราจะไปพูดถึงเรื่องนี้อีกครั้งในส่วนของงาน Visual Effects ด้านล่างแล้วกัน นอกจากเรื่องสี ก็คงจะเป็นเรื่องซีนแอ็คชั่น โดยเฉพาะฉากต่อสู้ ที่ตอนดูผมก็คิดไปด้วยว่า ผู้กำกับภาพเรื่องนี้ต้องมีความหลังฝังใจบางอย่างกับ Arc Shot แน่ๆ เห็นใช้เอาๆ คือถ้าใช้พอประมาณก็คงจะไม่ว่าอะไร นี่คือใช้เยอะมาก บ่อนเกินไป

Post-Production

Video Editing

การลำดับภาพ โดยภาพรวมค่อนข้างโอเคทีเดียว คือถ้าแยกกันเป็นซีนๆ ถือว่าค่อนข้างลื่นไหล กระชับไม่เยิ่นเย้อ ไม่เร็วไม่ช้าจนเกินไป ถือว่ากำลังดี ส่วนการลำดับภาพข้ามซีน ก็จะมีช่วงครึ่งเรื่องแรกที่ดูไม่ลื่นไหลเท่าไหร่ เข้าใจว่าเป็นผลมาจากบทภาพยนตร์และการถ่ายทำ ที่ไม่ได้เผื่อซีนเชื่อมมาสำหรับการตัดต่อด้วย หรือไม่ก็อาจจะมีซีนถูกตัดที่ส่งผลถึงความต่อเนื่องของภาพ ทำให้เวลาเปลี่ยนซีนดูไม่สมูทนัก

Visual Effects

เอ็ฟเฟ็คทางภาพ เวอร์วังอลังการมาก สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างฉากอียิปต์ขึ้นมาทั้งหมด เอ็ฟเฟ็คของเหล่าเทพ ไม่ว่าจะเป็นการแปลงร่างหรือการแสดงพลังต่างๆ สิ่งก่อสร้างแต่ละอย่างที่ถูกออกแบบมาค่อนข้างประณีตบรรจง ว่ากันทีละส่วน ส่วนของเทพไม่ว่าจะเป็น ฮอรัส เซท รา เนฟธิส ไปจนถึงอนูบิสจากดินแดนหลังความตาย ทุกตัวละครดูดีมาก ยิ่งใหญ่น่าเกรงขามสมกับที่เป็นเทพ โดยเฉพาะร่างจริงของรา ที่ดูทรงอานุภาพและเท่สุด ซีนที่เป็นยมโลกทั้งหมด รวมถึงซีนพิพากษาที่มีฟาโรห์นั่งเรียงกันอยู่ตรงบัลลังก์สูงนั่น ก็ทำได้หดหู่สมกับเป็นโลกแห่งความตาย ตอนที่อนูบิสวิ่งไปใช้พลังยั้งอสูรที่จะเข้ามาทำลายยมโลกเนี่ย สุดมากซีนนี้ แม้แต่ตัวอสูรคู่ปรับของรา ที่ตามตำนานเป็นพญางูยักษ์ แต่ที่เห็นในภาพยนตร์ ดูจะถูกออกแบบมาเป็นหนอนยักษ์มากกว่า เฮ้ย แต่มันดูน่ากลัวมากนะ ดูน่ากลัวกว่าเป็นงูอีก ยิ่งตอนที่พุ่งลงมาสวาปามดินแดนเบื้องล่าง แล้วเราได้เห็นขนาดจริงๆ ของมันยิ่งน่าตื่นตะลึง สถานที่ต่างๆ ก็ถูกวิจิตรบรรจงสร้างขึ้นมาได้อย่างสวยงาม จะมีดูไม่เข้าท่าอยู่บ้างก็คือการเกรดสี ที่ตอนต้นเรื่องก็สวยๆ อยู่หรอก แต่ยิ่งดำเนินเรื่องไป ภาพมันยิ่งส้มขึ้น ส้มขึ้น ส้มขึ้น ส้มจนหลุดโลกไปเลย คือก็พอเข้าใจนะว่ามันเป็นสีของทราย และภาพยิ่งส้มก็อาจจะหมายถึงอำนาจที่เพิ่มขึ้นของเซท แต่มันขัดตามาก โอเวอร์ไป ทำให้ดูแล้วไม่สบายตา รู้สึกอึดอัด ฝ่ายชั่วจะเรืองอำนาจแล้วภาพจะสวยสมจริงไปด้วยไม่ได้หรือไงนะ

Music & Score

มีใครได้ตั้งใจฟังเพลงประกอบของภาพยนตร์เรื่องนี้บ้างไหมครับ ผมคนนึงล่ะที่ไม่ได้ตั้งใจฟัง เพราะปกติ ถ้าเพลงเรื่องไหนที่ทำออกมาดี มันจะดีดเข้าหูเองโดยอัตโนมัติ ทำให้เราอิน เคลิบเคลิ้ม หรือซาบซึ้งไปกับอารมณ์ช่วงนั้นๆ ของภาพยนตร์ได้ แต่เรื่องนี้ไม่รู้สึกเลย จริงๆ ไม่รู้สึกด้วยซ้ำว่าเพลงช่วยส่งเสริมความเป็นดินแดนอียิปต์ ไหนจะธีมของเพลงประกอบที่แทบจะจับทำนองไม่ได้เลยด้วยซ้ำ จะพอโอเคหน่อยก็คงจะเป็นพวกซีนแอ็คชั่น ไม่ว่าจะเป็นซีนหนีงู ซีนสฟิงค์ หรือซีนต่อสู้ช่วงท้ายเรื่อง ที่ดนตรีพอจะทำให้ตื่นเต้นไปกับภาพยนตร์ได้บ้าง นอกนั้นต้องปรับปรุงครับ

Conclusion

ไอเดียแปลกใหม่ในการเล่าเรื่องเทพของแดนไอยคุปต์ในภาพยนตร์เรื่องนี้ ทำให้ภาพยนตร์ออกมาสนุกและน่าติดตามมากทีเดียว มีเพียงจุดบอดสองสามอย่างที่ยังทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร คือความไม่ลื่นไหลของเนื้อเรื่องในช่วงครึ่งเรื่องแลก ที่น่าจะมีวิธีการทำให้สมูทมากกว่านี้ ซึ่งรวมถึงการเปลี่ยนซีนที่มักจะเปลี่ยนสถานที่อยู่เรื่อย แต่นี้มันทะเลทรายอันแสนจะกว้างใหญ่ ก็ควรมีช็อตมาเชื่อมต่อไม่ใช่นึกจะเปลี่ยนสถานที่ก็เปลี่ยนมันดื้อๆ ต่อมาคือเรื่องของการเกรดสีที่สีส้มช่วงครึ่งเรื่องหลังมันหลุดโลกเกินไป จากเดิมที่ภาพและเอ็ฟเฟ็คทางภาพน่าจะสวย กลับกลายเป็นไม่สวยไปเลย สุดท้ายคือเรื่องของดนตรีประกอบ ที่ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกถึงอารมณ์ของภาพยนตร์มากยิ่งขึ้นแต่อย่างใด ทั้งๆ ที่องค์ประกอบนี้ถือเป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งของภาพยนตร์ คุณล่ะคิดอย่างไรกับภาพยนตร์เรื่องนี้ ร่วมให้คะแนนได้ที่หมวด Rating หรือร่วมแสดงความคิดเห็นที่หมวด Comments ด้านล่างได้เลยครับ


References

What's your reaction?
Love
0%
Bad
100%
Wow
0%
Meh
0%
Cool
0%
Hate
0%
Evil
0%
About The Author
Pichaet Tang-on
Pichaet Tang-on
นักนิเทศศาสตร์ วิทยากร นักเขียนมือใหม่ ทาสแมว และบล็อกเกอร์ เชี่ยวชาญในสาขาวาทนิเทศ (การสื่อสารมนุษย์) โดยเฉพาะการสื่อสารผ่านสื่อและการฝึกอบรม เจ้าระเบียบ กรอบจัด ไม่ถนัดอินดี้ ชอบเสพสื่อแมสและสื่อดิจิทัล รักการดูหนังบล็อกบัสเตอร์ ปลื้มเพลงโซลและอาร์แอนด์บี เป็นสาวกไมโครซอฟท์

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.