Reviews
Now Reading
ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ยุทธหัตถี (2014)
0
ยิ่งใหญ่อลังการ... ทว่าข้าเมาฝุ่น
Overview
Title

ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ยุทธหัตถี
King Naresuan Part 5

Rating

ทั่วไป (สภว.)
G (MPAA)

Runtime

131 นาที

Genres

แอ็คชั่น, ดราม่า, ประวัติศาสตร์

Storyline

พระเจ้านันทบุเรงพ่ายการศึกกลับไปอย่างย่อยยับ ทั้งยังเสียพระสิริโฉม ความโกรธเกรี้ยวพาลเกิดภัยแก่พระสุพรรณกัลยาผู้เป็นองค์ประกัน จนความทราบถึงพระมหาธรรมราชา เป็นเหตุให้ตรอมพระทัยจนถึงแก่ทิวงคต พระนเรศขึ้นเถลิงพระราชสมบัติสืบต่อ จนข่าวการผลัดแผ่นดินล่วงถึงหงสาวดี พระมหาอุปราชเมงเยจอชวาจึงนำทัพลงตีอโยธยา ก่อเกิดการยุทธหัตถีครั้งยิ่งใหญ่ที่จารึกไว้ในสยามประเทศ

Director

หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล

Producer

หม่อมกมลา ยุคล ณ อยุธยา
คุณากร เศรษฐี

Writer

หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล
ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์

Composer

Sandy McLelland

Cast

พ.ท.วันชนะ สวัสดี เป็น สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
พ.อ.วินธัย สุวารี เป็น สมเด็จพระเอกาทศรถ
นภัสกร มิตรเอม เป็น มังสามเกียด/พระมหาอุปราช
จักรกฤษณ์ อำมะรัตน์ เป็น พระเจ้านันทบุเรง
ฉัตรชัย เปล่งพานิช เป็น สมเด็จพระมหาธรรมราชา
ปวีณา ชารีฟสกุล เป็น พระวิสุทธิกษัตรีย์
ชลัฏ ณ สงขลา เป็น มังจาปะโร
ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ เป็น มณีจันทร์
นพชัย ชัยนาม เป็น ออกพระราชมนู
อินทิรา เจริญปุระ เป็น เลอขิ่น
สรพงษ์ ชาตรี เป็น พระมหาเถรคันฉ่อง
เกรซ มหาดำรงค์กุล เป็น พระสุพรรณกัลยา
น.ท.จงเจต วัชรานันท์ เป็น พระสังขทัต
ครรชิต ขวัญประชา เป็น พระยาพะสิม
ชลิต เฟื่องอารมย์ เป็น นรธาเม็งสอ
ศุภกรณ์ กิจสุวรรณ เป็น ขาม/นายมหานุภาพ

Studio

พร้อมมิตรสตูดิโอ

Distributor

สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล

Release Date

29 พฤษภาคม 2557

Watched

31 พฤษภาคม 2557 (Digital)

Positives

ถ่ายทำภาพได้สวยงาม การลำดับภาพและเทคนิคพิเศษทำได้ดี บทภาพยนตร์ไม่ซับซ้อน เน้นส่งเรื่องเป็นทอดๆ นักแสดงถ่ายทอดถึงบทมากโดยเฉพาะซีนอารมณ์ที่มีอยู่หลากหลาย อันเป็นจุดเด่นของภาคนี้ ฉากยุทธหัตถีดูสมจริง น่าตื่นเต้น ได้ลุ้นตาม ดนตรีประกอบยิ่งใหญ่อลังการ

Negatives

แม้ท่านมุ้ยจะถ่ายทำเอาไว้จนจบเรื่องแล้ว แต่หนังภาคนี้กลับจบที่เหตุการณ์ยุทธหัตถีเท่านั้น ไม่ได้ใส่เหตุการณ์หลังจากนั้นมาด้วย จึงยังมีปมค้างคาอยู่ เทคนิคพิเศษบางซีนกากมาก โดยเฉพาะพวกหมอกและฝุ่นที่ไม่ค่อยเนียน ดนตรีประกอบอลังการก็จริง แต่ไม่ค่อยเป็นเนื้อเดียวกัน

Rating
Our Rating
Script
B
Acting
A
Editing
B+
Effects
B-
Music
B-
Bottom Line

แม้จะไม่ได้ชมเนื้อเรื่องที่สมบูรณ์ตามที่ควรจะเป็น แต่คาดว่ากระแสตอบรับก็คงยังดีเหมือนเดิม ก็ได้แต่หวังว่าจะมีดีวีดีฉบับสมบูรณ์ออกมาให้ได้ยลกันแบบเรื่องสุริโยไท รับรองว่าคนรอซื้อเพียบ

B
Our Rating
You have rated this

Full Article

ถือเป็นภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ที่การเข้าฉายในแต่ละระลอกต้องรอคอยกันอย่างยาวนาน และถือเป็นภาพยนตร์ชุดที่ติดโรคเลื่อนบ่อยที่สุดเรื่องหนึ่งอีกด้วย (หรือว่าเป็นแชมป์ก็ไม่รู้แฮะ) แม้จะชอบภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ของท่านมุ้ยมาก เพราะท่านสามารถทำได้อย่างละเอียดและพิถีพิถัน แต่ก็คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าภาพยนตร์ภาคล่าสุดนี้ ดูเหมือนมาตรฐานการทำภาพยนตร์ของท่านมุ้ยจะตกต่ำลง มันเหมือนโดนพนักงานเก็บจานอาหารไปทั้งที่ยังทานไม่หมด ทุกคนจะรู้สึกนึกคิดอย่างเดียวกันเมื่อชมภาพยนตร์ภาคนี้จบ ว่านี่มันไม่ใช่แล้ว มันยังไม่จบใช่ไหม มันยังมีภาคหน้าต่อหรือเปล่า การจบทิ้งแบบรวดรัดตัดตอนแบบนั้น ทำให้กระแสของภาพยนตร์ภาคล่าสุดนี้ออกมาในทิศทางที่ไม่น่าประทับใจสักเท่าไหร่ แน่นอนว่าผมก็เป็นหนึ่งในคนที่ “เคือง” ท่านมุ้ย แต่ต่อมาก็พบว่า มันมีดราม่าอยู่ในกระบวนการผลิตนี่เอง

King Naresuan - 05

แน่นอนว่าภาพยนตร์ที่มีความคาดหวังสูงขนาดนี้ แต่สามารถถ่ายทอดออกมาได้เพียงเท่านี้ ย่อมก่อให้เกิดกระแสวิจารณ์ในพันทิป (pantip.com) อย่างแน่นอน คือท่านมุ้ยก็เล่นพันทิปไงครับ เราเลยได้เห็นคอมเม้นท์เคล้ากลิ่นดราม่าของท่าน อันเป็นเหตุให้ท่านไม่ยอมไปงานเปิดตัวหนัง (ตามไปเสพ http://pantip.com/topic/32131680/comment2) ท่านก็ได้อธิบายว่าท่านถ่ายเสร็จหมดแล้ว แต่ดูเหมือนหลายฝ่ายจะไม่ยอมให้ท่านใส่เนื้อหาหลังเหตุการณ์ยุทธหัตถีลงไป บอกว่าควรจะจบที่ไคลแมกซ์นี้ และที่สำคัญคือกลัวว่าหนังจะยาวจนเกินไป ประมาณกันว่าถ้าใส่จนครบ ภาคนี้อาจจะยาวถึง 4 ชั่วโมงเลยทีเดียว สุดท้ายท่านเลยไม่ได้เข้าไปยุ่งกับโพสต์โปรดักชั่นในขั้นตอนสุดท้ายสักเท่าไหร่ เพราะเจ้าของทุนกลัวว่ามันจะแพงเกินไป งานนี้เลยไม่ได้เห็นท่านมุ้ยเข้าร่วมการฉายรอบสื่อนั่นเอง (ท่านก็ได้แต่ตัดที่เหลือไว้ดูเอง)

King Naresuan - 09

Screenplay

Spoiler Alert

พระเจ้านันทบุเรงต้องเสียลักไวทำมูไปในความพยายามจับกุมตัวพระนเรศ และแม้จะพยายามล้อมกรุงอยู่นานหลายเดือน แต่ก็ไม่สามารถจะเข้าหักเอาเมืองได้ ทั้งยังถูกพระนเรศแต่งกองโจรเข้าตีค่ายน้อยใหญ่อยู่เป็นเนืองนิจ จนสุดท้าย ด้วยความช่วยเหลือทางกลศึกจากพระมหาเถรคันฉ่อง พระนเรศได้เข้าตีค่ายหลวงทางเรือตอนเช้าตรู่โดยอาศัยพรางตัวไปกับหมอกที่ลงหนา แล้วให้เรือระดมยิงปืนใหญ่ข้ามกำแพงเข้าไปในค่าย กองทัพพม่าล้มตายเป็นอันมาก พระเจ้านันทบุเรงถูกปืนใหญ่ยิงขณะบัญชาการศึกอยู่ในป้อมเหนือประตูค่าย ขณะเดียวกัน ก็สบช่องให้เลอขิ่นและเหล่าทหารที่ตกเป็นเชลยลอบช่วยเหลือออกพระราชมนูออกมาจากค่ายหลวงได้สำเร็จ ทางพม่าเสียไพร่พลไปเป็นอันมาก พระเจ้านันทบุเรงก็บาดเจ็บสาหัสและต้องเสียพระสิริโฉม พระมหาอุปราชเมงเยจอชวาจังตัดสินใจถอนทัพกลับหงสาวดี

King Naresuan - 07

เมื่อพระเจ้านันทบุเรงเริ่มฟื้นตัว ความโกรธเกรี้ยวที่พ่ายศึกแม้จะยกทัพกษัตริย์ไปตี ทั้งยังเสียพระสิริโฉมกลับมาอีก พาลให้พระองค์บันดาลโทสะกับพระสุพรรณกัลยาผู้เป็นองค์ประกันจนถึงขั้นตกเลือดทั้งยังล่วงเกินจนทรงพระครรภ์ จนเมื่อความทราบถึงพระมหาธรรมราชา เป็นเหตุให้ตรอมพระทัยจนถึงแก่ทิวงคต พระนเรศได้ขึ้นเถลิงพระราชสมบัติสืบต่อ และเตรียมการรับศึกใหญ่ในคราวผลัดแผ่นดินที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้า เมื่อพระเจ้านันทบุเรงทราบข่าวการผลัดเปลี่ยนแผ่นดินของอโยธยา ก็ได้บัญชาการให้พระมหาอุปราชเมงเยจอชวาพร้อมพระยาพะสิมและพระสังขทัตยกไพร่พลห้าแสนลงตีอโยธยา พระนเรศยกไพร่พลไปตั้งรับทัพมังสามเกียดที่หนองสาหร่าย แขวงเมืองสุพรรณบุรี ระหว่างศึกช้างทรงของพระนเรศและพระเอกาทศรถทะลวงเข้ากลางกองทัพข้าศึก ศึกยุทธหัตถีครั้งสำคัญของสยามจึงอุบัติขึ้น

Spoiler Alert

ก็อย่างที่ผมเกริ่นไปในตอนต้นล่ะนะครับ ว่าจริงๆ บทภาพยนตร์มันไม่ได้สุดเพียงเท่านี้ ยังมีเรื่องราวที่เกิดขึ้นภายหลังการสิ้นพระชนม์ของพระมหาอุปราชเมงเยจอชวาอีกมาก ทั้งปมของพระเจ้านันทบุเรง ปมของพระสุพรรณกัลยา ปมแห่งราชสำนักเมืองตองอู ปมของออกราชมนู ฯลฯ แต่ท่านมุ้ยก็ไม่สามารถที่จะใส่เรื่องราวเหล่านี้ลงไปได้เพราะถูกทัดทานจากหลายฝ่ายโดยเฉพาะบรรดาเจ้าของทุนที่กลัวว่างานโพสต์โปรดักชั่นจะแพงเกินไป ดังนั้นเรื่องที่ภาพยนตร์เรื่องนี้มันแหว่ง ผมก็คงจะไม่โทษท่านมุ้ยหรอกครับ ในเมื่อมีมาให้ดูเท่านี้ ผมก็จะรีวิวเท่าที่มีอยู่ก็แล้วกัน แต่เอาจริงๆ นะ แค่ไอ้ที่มีให้ดูเนี่ย ก็ถูกใจผมมากๆ แล้ว ยังคิดอยู่เลยว่าถ้าได้ดูอย่างครบถ้วนเนื้อเรื่อง จะสนุกและประทับใจขนาดไหน ก็ได้แต่หวังว่าสุดท้ายจะมีการออกแผ่นที่ทำฉบับสมบูรณ์มาให้ดูเหมือนเรื่องสุริโยไท ลงชื่อรอเลยว่าจะซื้อมาครอบครองแน่ๆ

King Naresuan - 03

กลับมาเข้าเรื่องบทภาพยนตร์ (จริงๆ) กันต่อ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชในภาคนี้ได้ให้น้ำหนักกับเรื่องราวของทั้งฝั่งของอโยธยาและฝั่งพม่าอย่างสมดุล แม้บางช่วงจะเกิดความรู้สึกว่าฝั่งพม่าเด่นกว่าฝั่งอโยธยาก็ตาม อันนี้ไม่ได้ว่าหรือรู้สึกไม่ดีนะครับ เพราะที่เด่นกว่าก็ด้วยบทด้านอารมณ์มันเข้มข้นกว่าอีกฝั่งก็เท่านั่นเอง ในภาคนี้พระมหาธรรมราชาจะได้แสดงความอัดอั้นตันใจทั้งหมดก่อนที่จะสวรรคต ด้วยเหตุที่เอาใจออกห่างและไปเข้ากับศัตรูอย่างหงสาวดีในภาคแรก พร้อมยกย่องความเป็นขุนศึกของพระนเรศ ผิดกับฝั่งหงสาวดีที่ความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้านันทบุเรงและมังสามเกียดกลับเป็นไปในลักษณะเย้ยหยัน กระทบกระเทียบ เราจะได้เห็นว่าพระองค์ช้ำใจแค่ไหนในเวลานั้น และความบีบคั้นที่กดลงบนบ่าของพระมหาอุปราชจนต้องยอมยกทัพลงตีอโยธยาอย่างเลี่ยงไม่ได้ แม้รู้ว่าชะตาจะถึงฆาตก็ตาม

King Naresuan - 04

บทภาพยนตร์ในภาคนี้ไม่ได้มีความซับซ้อนมากมายนักเมื่อเปรียบกับภาคก่อนๆ ทั้งช่วงเวลาของเหตุการณ์ก็ดำเนินไปในช่วงแคบๆ การเดินเรื่องมีลักษณะการส่งเป็นทอดๆ เหตุการณ์ตั้งแต่ต้นเรื่องจะค่อยๆ หล่อหลอมจนไปถึงฉากสุดท้าย ทั้งนี้เพราะความซับซ้อนในซีรี่ส์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ ถูกปูมาเรื่อยๆ ในภาคยุทธนาวีและศึกนันทบุเรงอยู่แล้ว ข้อดีอย่างหนึ่งคือมันทำให้หนังภาคนี้ไม่ซับซ้อนจนเกินไป แต่ในอีกด้านหนึ่ง เสน่ห์ของภาพยนตร์ภาคนี้ก็น้อยลงเช่นกัน เราเถียงไม่ได้หรอกครับว่าความซับซ้อนของ “เรื่องจริง” มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของท่านมุ้ยไปแล้ว พอไม่เห็นเราก็ย่อมรู้สึกว่าขาด ผมว่าถ้าท่านมุ้ยได้ใส่เนื้อหาหลังเหตุการณ์ยุทธหัตถีลงไปได้สมความตั้งใจแต่แรก เราคงไม่รู้สึกขาดขนาดนี้ เพราะเท่าที่เราได้ชมในโรงภาพยนตร์กันมาเราก็รู้สึกได้ถึง “คุณภาพ” งานแล้ว เสียว่ามันไม่สมบูรณ์แค่นั้นเอง

Production

ปกติด้านงานโปรดักชั่น ผมจะไม่ค่อยวิจารณ์เรื่องวิธีการถ่ายทำเท่าไหร่ เพราะเราไม่ค่อยได้ไปรู้เห็นวิธีการถ่ายทำของภาพยนตร์แต่ละเรื่องเท่าไหร่นัก แต่เรื่องนี้ต้องขอพูดถึงเสียหน่อยครับ เพราะว่าภาคนี้ถ่ายทำออกมาได้ภาพที่สวยงามมากจริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฉากขึ้นเถลิงราชสมบัติของพระนเรศ ช็อตที่เป็นโคลสอัพสวยมาก แต่ที่สวยที่สุดเห็นจะเป็นโคลสอัพของคุณแอ๊ฟในบทมณีจันทร์ อันนี้สวยสุดๆ ครับพูดเลย งานภาพส่วนใหญ่ทั้งที่ใช้และไม่ใช้เทคนิคพิเศษ ก็รู้สึกว่ามีมิติและความสวยงามมากกว่าภาคก่อนๆ อย่างเห็นได้ชัด มุมกล้องในซีนต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกซีนอารมณ์เคล้าดราม่า ก็ออกแบบออกมาได้ดี บางซีนเล่นถ่ายแบบวันช็อต (ซิงเกิ้ลลองเทค) ทำเอาคนดูอึ้งไปเหมือนกัน เพราะเป็นซีนที่บทยาวมากแต่ก็ทำได้ลื่นไหล สุดยอดจริงๆ ครับ ส่วนนี้ต้องให้เครดิตนักแสดงด้วย เล่นกันยาวเลย

King Naresuan - 08

ด้านการแสดงนี่ไม่ใช่ว่าอวยนะครับ แต่แสดงกันดีจริงๆ เก่งจริง ได้อารมณ์จริง ถึงแม้ว่าบทของภาพยนตร์ประเภทอิงประวัติศาสตร์จะแข็งเป็นปกติ ซึ่งก็จะพาให้นักแสดงต้องพูดแข็งๆ ตามบท แต่อารมณ์ที่ส่งออกมาพร้อมกันมันไม่แข็งเลย มันถึงใจมาก พอมาผนวกกับการถ่ายทำและการลำดับภาพที่ดี ยิ่งส่งอารมณ์ของแต่ละซีนได้ดียิ่งขึ้นไปอีก ประทับใจการแสดงในซีนที่พระนเรศไปเยี่ยมพระราชมนู บทซึ้งกินใจมากครับฉากนี้ แต่นั่นก็ยังไม่เท่าซีนท้องพระโรงหงสาวดี ทั้งฉากที่เป็นการต่ออารมณ์ของคุณจักรกฤษณ์กับคุณตั๊ก นภัสกร ดูแล้วโคตรสงสารมังสามเกียด รักพ่อแต่พ่อไม่รักยังไม่พอ ยังถูกกระทบกระเทียบเดียดฉันอีก ผมน้ำตาคลอเลยนะซีนนี้ (งานนี้อาจต้องถามคุณตั๊กด้วยว่าคุณจักรกฤษณ์หนักไหมครับ?) ฉากที่คุณจักรกฤษณ์ในบทพระเจ้านันทบุเรงรำพึงรำพันกับตัวเอง ก็แสดงได้น่าขนลุกสุดๆ

King Naresuan - 10

ทางด้านจอมขโมยซีนอย่างคุณต๊อก ศุภกรณ์ ในบทไอ้ขามที่ภายหลังได้ขึ้นเป็นนายมหานุภาพ (นายท้ายช้าง) หลังจากสามารถสื่อสารและปราบความคึกของพลายภูเขาทอง ช้างพลายเพชรฆาตคู่บุญพระนเรศลงได้ ภาคนี้เลยได้ดูดีเป็นผู้เป็นคนหน่อย แต่ออกซีนไหนพี่ก็ขโมยซีนนั้น ไม่เว้นแม้ฉากยุทธหัตถี ขโมยยันวาระสุดท้ายของตัวละคร ก็ถือเป็นสีสันไปอีกแบบนะครับ ภาคนี้อะไรๆ ก็ดูดี ถ้าไม่นับส่วนของเนื้อเรื่องที่ไม่สมบูรณ์ ก็เห็นจะมีเทคนิคพิเศษนี่ล่ะที่ไม่ดี แต่ก็ไม่ทั้งหมดนะครับ เฉพาะเทคนิคพิเศษพวกหมอกและฝุ่นที่มันดูไม่เนียน มันดูรกหูรกตา ยิ่งฉากชนช้างรู้สึกได้เลยว่ามันเยอะไป ทั้งลอย สีฝุ่นก็ไม่เข้ากับฉาก กลายเป็นความน่ารำคาญของซีนนั้น นอกจากนี้ ตอนที่พระนเรศขับช้างเข้าไปที่กองทัพข้าศึก ดูมีการลำดับภาพที่รีบร้อนแปลกๆ ด้วย ทำไมมันไปถึงตอนฝุ่นตลบนั่นเร็วจัง จะรีบเร่งเรื่องกันไปไหน

King Naresuan - 02

King Naresuan - 06

ขาดไม่ได้ ต้องขอชื่นชมท่านมุ้ยกับทีมงาน สำหรับฉากชนช้างทั้งคู่ของพระนเรศกับมังสามเกียด และพระเอกาทศรถกับมังจาปะโร ที่ทำออกมาได้เพอร์เฟ็คมากๆ เป็นฉากชนช้างที่สนุก ลุ้น และตื่นเต้น ให้ความรู้สึกถึงการรบจริงๆ ที่ฟันเป็นฟัน พลาดเป็นตาย การออกแบบท่วงท่าการต่อง้าว การสลับอาวุธ อากับกิริยาของช้าง ที่มีถอย มีวิ่งหนี มีเสียเปรียบ บทบาทของนายกลางช้างและนายท้ายช้าง ก็ฉายให้ดูกันชัดๆ ดูประณีตและพิถีพิถันมาก สมแล้วที่ท่านทำฉากนี้กันเป็นปี สุดท้ายเลยคือเรื่องของดนตรีประกอบครับ ภาคนี้ดนตรีช่วยสร้างอารมณ์ให้คนดูได้ดีมาก แต่โดยภาพรวมยังไม่ค่อยไปในทางเดียวกันเท่าไหร่ ธีมของเพลงก็ไม่ค่อยชัดเจน แต่ถ้าไม่มองว่าต้องมีธีมมากำหนดดนตรีของเรื่อง ก็ถือว่าทำออกมาได้ดีครับ ในซีรี่ส์นี้ของท่านมุ้ย ผมว่าดนตรีประกอบเรื่องสุริโยไทที่ประพันธ์โดยริชาร์ด ฮาร์วีย์ ยังคงเป็นเพลงประกอบที่สมบูรณ์มากที่สุดอยู่จนถึงตอนนี้ ในตำนานสมเด็จพระนเรศวรภาคแรก ผมดีใจที่ยังได้ยินธีมเก่าๆ จากเรื่องสุริโยไท คาดหวังว่าดนตรีทั้งซีรี่ส์จะได้ไปในทางเดียวกัน ทว่าตั้งแต่ภาคประกาศอิสรภาพ ธีมนั่นก็หายไปเลย น่าเสียดายจริงๆ

King Naresuan - 12

King Naresuan - 13

King Naresuan - 11

Conclusion

แม้ภาพยนตร์ในภาคสุดท้ายนี้ จะมีผลวิจารณ์ที่ไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าไหร่นัก แต่ผมคิดว่าน่าจะยังคงได้กระแสตอบรับที่ดีเหมือนเดิมนั่นแหละครับ เราก็ติดตามกันมาทั้ง 4 ภาคแล้ว ภาคสุดท้ายนี้ก็คงจะไม่พลาด แต่อย่างที่บอกไปตั้งแต่ต้น ว่าชมจบแล้วคนดูจะออกมาด้วยความค้างคาเหมือนกินข้าวไม่อิ่ม ก็ได้แต่หวังว่าจะมีการทำภาคต่อไปจะได้หายค้างคา หรือถ้าไม่ทำแล้วจริงๆ ก็ขอให้มีการทำฉบับสมบูรณ์ลงในดีวีดี อย่าตัดไว้ดูคนเดียวเลยครับท่าน ทำบ็อกซ์เซ็ทฉบับสมบูรณ์มาเลย พอภาคสุดท้ายออกมาแบบนี้ รับรองคนซื้อเพียบ พูดจริงๆ

King Naresuan - 01

What's your reaction?
Love
100%
Bad
0%
Wow
0%
Meh
0%
Cool
0%
Hate
0%
Evil
0%
About The Author
Pichaet Tang-on
Pichaet Tang-on
นักนิเทศศาสตร์ วิทยากร นักเขียนมือใหม่ ทาสแมว และบล็อกเกอร์ เชี่ยวชาญในสาขาวาทนิเทศ (การสื่อสารมนุษย์) โดยเฉพาะการสื่อสารผ่านสื่อและการฝึกอบรม เจ้าระเบียบ กรอบจัด ไม่ถนัดอินดี้ ชอบเสพสื่อแมสและสื่อดิจิทัล รักการดูหนังบล็อกบัสเตอร์ ปลื้มเพลงโซลและอาร์แอนด์บี เป็นสาวกไมโครซอฟท์

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.