Reviews
Now Reading
Maleficent (2014)
0
ขุ่นแม่มาลีกับยัยลูกอัปลักษณ์
Overview
Title

Maleficent
มาเลฟิเซนต์ กำเนิดนางฟ้าปีศาจ

Rating

PG (MPAA)

Runtime

97 นาที

Genres

แอ็คชั่น, ผจญภัย, ครอบครัว, แฟนตาซี, โรมานซ์

Storyline

ภูตินางฟ้ามาเลฟิเซนต์ถูกสเตฟานคนรักตัดปีกไป เพื่อปูทางขึ้นเป็นกษัตริย์ เขาแต่งงานกับเจ้าหญิงเลย์ล่าและมีธิดาองค์หนึ่ง มาเลฟิเซนต์บุกไปยังกลางพิธีศีลจุ่ม เริ่มด้วยการให้พรกับเจ้าหญิงและจบด้วยคำสาป แต่โชคชะตาพลิกผัน เมื่อนางกลับรักเจ้าหญิงออโรร่าเหมือนลูกตนเอง นางต้องค้นหาหนทางแก้ไขคำสาป แม้จะต้องบุกเข้าไปในแดนศัตรู ที่ๆ สเตฟานเฝ้ารอคอยจะปลิดชีวิตนางอยู่ก็ตาม

Director

Robert Stromberg

Producer

Joe Roth

Writer

Linda Woolverton (บทภาพยนตร์)
Charles Perrault (เรื่องต้นฉบับ)

Composer

James Newton Howard

Cast

Angelina Jolie เป็น Maleficent (มาเลฟิเซนต์)
— Isobelle Molloy เป็น Young Maleficent (มาเลฟิเซนต์วัยเยาว์)
Sharlto Copley เป็น King Stefan (กษัตริย์สเตฟาน)
— Michael Higgins เป็น Young Stefan (สเตฟานวัยเยาว์)
Elle Fanning เป็น Princess Aurora (เจ้าหญิงออโรร่า)
— Eleanor Worthington-Cox เป็น 8 yrs. Aurora (ออโรร่า 8 ขวบ)
— Vivienne Jolie-Pitt เป็น 5 yrs. Aurora (ออโรร่า 5 ขวบ)
— Janet McTeer เป็น Elderly Aurora/Narrator (วัยชรา/ผู้บรรยาย)
Sam Riley เป็น Diaval (เดียวัล)
Imelda Staunton เป็น Knotgrass (น็อตกราส)
Juno Temple เป็น Thistletwit (ทิสเซิลทวิต)
Lesley Manville เป็น Flittle (ฟลิทเทิล)
Brenton Thwaites เป็น Prince Phillip (เจ้าชายฟิลลิป)
Kenneth Cranham เป็น King Henry (กษัตริย์เฮนรี่)
Hannah New เป็น Princess Leila (เจ้าหญิงเลย์ล่า)

Studio

Walt Disney Pictures
Roth Films

Distributor

Walt Disney Studios Motion Pictures

Release Date

30 พฤษภาคม 2557 (สหรัฐอเมริกา)
12 มิถุนายน 2557 (ประเทศไทย)

Watched

14 มิถุนายน 2557 (Digital)

Positives

บทภาพยนตร์มีความสมเหตุสมผล ตีความเนื้อเรื่องใหม่ได้น่าสนใจ เล่าเรื่องได้สนุกและชวนติดตาม นักแสดงนำแสดงได้ดีมาก โดยเฉพาะแองเจลิน่า (เธอเกิดมาเพื่อสิ่งนี้) การลำดับภาพในบางช่วง ชวนลุ้นจนเกร็ง เทคนิคพิเศษทะลักทลาย ฉากของดินแดนมัวร์สวยมาก เพลงประกอบเลิศหรูอลังการ

Negatives

น้ำหนักบทของตัวละครแบบใหม่ ทำให้ตัวละครขวัญใจหลายๆ ตัว กลายเป็นตัวประกอบต๊อกต๋อย บางตัวจบได้ไม่เหมาะกับหนังครอบครัวเท่าไหร่ บางช่วงของภาพยนตร์ ลำดับภาพรวบรัดตัดตอนเกินไป รู้สึกไม่ลื่นไหล เทคนิคพิเศษบางฉากสีสันไม่เรียลไปบ้าง และตัวละครบางตัวยังดูเป็นกราฟิกไป

Rating
Our Rating
Script
B+
Acting
A
Editing
A-
Effects
B+
Music
A
Bottom Line

อาจไม่ใช่หนังครอบครัวเต็มตัว แต่ยังโอเคอยู่ถ้าทั้งบ้านจะไปดูด้วยกัน เนื้อเรื่องอาจซับซ้อนไปบ้างสำหรับเด็กเล็ก ผู้ใหญ่ต้องอธิบาย แต่เสน่ห์และกลิ่นอายของความเป็นเทพนิยายยังอยู่ค่อนข้างครบถ้วน เป็นภาพยนตร์ที่ชมไปยิ้มไป และออกจากโรงอย่างมีความสุขแน่นอน

A-
Our Rating
You have rated this

Full Article

เรื่องนี้ผมเล็งว่าจะต้องไปดูแน่ๆ ตั้งแต่ทราบข่าวว่าแองเจลิน่า โจลี่ จะมารับบทบาทเป็นตัวร้ายตลอดกาลของวอลท์ ดิสนีย์ อย่าง “มาเลฟิเซนต์” จากเรื่องเจ้าหญิงนิทรา เทพนิยายสุดคลาสสิคที่ทางดิสนีย์เคยดัดแปลงเป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นตั้งแต่ปี 1959 และยังคงเป็นฉบับที่ครองใจเด็กๆ รวมถึงคนเคยเป็นเด็กทั่วโลกมาอย่างยาวนาน จนถึงตอนนี้ก็ปาเข้าไป 55 ปีแล้ว จากการโปรโมตเราก็พอจะทราบได้ว่าการทำเป็นภาพยนตร์ในครั้งนี้ จะเล่าเรื่องในอีกมุมมองหนึ่ง ซึ่งก็คือมุมมองของมาเลฟิเซนต์นั่นเอง เราจะได้มีโอกาสได้รู้ถึงที่มาที่ไปหลายๆ อย่าง รวมไปถึงเหตุที่นางเคียดแค้นจนต้องสาปหนูน้อยออโรร่า แน่นอนว่าพอเป็นเรื่องเดิมที่ตีความและเล่าในมุมมองใหม่ มันจะไม่เหมือนอนิเมชั่นต้นฉบับอย่างแน่นอน ถ้าคุณหวังจะให้เนื้อเรื่องมันเป็นเหมือนเดิม ขอเตือนไว้เลยว่านั่นคือสิ่งที่คุณไม่ควรคาดหวังอย่างยิ่ง เพราะคุณจะพบว่ามันต่างจากเดิมไปหลายอย่าง ก็เนื่องจากที่มีการเพิ่มมิติตัวละครของมาเลฟิเซนต์นั่นเอง พอต้องพูดถึงที่มาที่ไป มันก็จะต้องมีเหตุผลที่ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ผลของอย่างหนึ่งกลายไปเป็นเหตุของอีกอย่างนึง เนื่องเรื่องเดิมเลยเปลี่ยนไป แต่อย่างไรก็ตาม ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังคงเสน่ห์ของเทพนิยายเอาไว้ได้เป็นอย่างดี แม้ว่ามันจะมีเนื้อเรื่องที่ซับซ้อนมากขึ้นผิดกับธรรมชาติของเทพนิยายฉบับเดิมๆ แต่ในความเห็นส่วนตัวของผมแล้ว ผมว่ามันมีเสน่ห์กว่าเดิมเสียอีกนะ อย่างเช่นเรื่องของคำสาปที่เวอร์ชั่นนี้เจ๋งมาก เพราะมีความเป็นตัวของตัวเอง ทำงานได้เอง ไม่ต้องให้มาเลฟิเซนต์มาคอยบันดาลให้มันเป็นไปเหมือนอย่างในอนิเมชั่นฉบับเก่า เอาน่ะ ขืนเขียนยาวกว่านี้มีหวังสปอยล์แหลกลาญ ไปอ่านรีวิวฉบับเต็มกันเลยดีกว่า

Maleficent - 02

Screenplay

Spoiler Alert

ดินแดนป่าเขาลึกลับที่ชื่อว่ามัวร์ เป็นที่อาศัยของสัตว์อัศจรรย์ทั้งหลายรวมถึงภูตินางฟ้า ภูตินางฟ้าที่แข็งแกร่งที่สุดก็เห็นจะเป็นมาเลฟิเซนต์ ที่มีร่างกายเหมือนมนุษย์และปีกที่ใหญ่โตกว่าภูตินางฟ้าตนอื่นๆ วันหนึ่งนางได้พบกับสเตฟาน เด็กชายมนุษย์ที่หลงเข้ามาในมัวร์ ทั้งคู่ค่อยๆ พัฒนาความสัมพันธ์จนกลายเป็นความรัก และก่อนตะวันตกดินในวันเกิดปีที่ 16 ของมาเลฟิเซนต์ สเตฟานได้มอบจุมพิตให้กับนาง บอกว่าเป็นจุมพิตแห่งรักแท้ ความทะเยอทะยานของสเตฟานที่เริ่มลุ่มหลงในกิเลสอำนาจของมนุษย์ ทำให้ทั้งคู่ไม่ได้พบกันอีก มาเลฟิเซนต์เติบโตเป็นผู้ใหญ่ กลายเป็นผู้พิทักษ์ดินแดนแห่งนี้จากความริษยาของดินแดนมนุษย์ กษัตริย์เฮนรี่กรีทาทัพหมายพิชิตเอาดินแดน แต่ก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับมาเลฟิเซนต์กับพลพรรคของมัวร์อย่างย่อยยับ เหล่าเสนารวมถึงสเตฟานจึงได้รับภารกิจในการปลิดชีพมาเลฟิเซนต์ เขากลับไปยังมัวร์ กลับไปหามาเลฟิเซนต์อีกครั้ง ด้วยความรัก ความห่างไกลตลอดหลายปีจึงถูกหลงลืม สเตฟานวางยานางแต่หักใจฆ่านางไม่ได้ จึงได้แต่เอาโซ่เหล็กที่มีฤทธิ์แผดเผาเหล่าภูตินางฟ้ามาเด็ดปีกนางออก แล้วนำไปให้กษัตริย์เฮนรี่ จนเมื่อมาเลฟิเซนต์ฟื้นคืนสติจึงได้ตระหนักว่าตนถูกคนรักหักหลัง เมื่อไม่มีปีกนางจึงนำเอากิ่งไม้เสกเป็นไม้คฑาเพื่อค้ำยันตัวเอง แล้วจมดิ่มสู่ความโศกเศร้า มาเลฟิเซนต์ช่วยเหลืออีกาตัวหนึ่งจากเงื้อมมือมนุษย์ด้วยการเสกให้กลายเป็นคน เดียวัลปาวารณาตัวเป็นข้ารับใช้ คอยสืบหาข่าวตามที่มาเลฟิเซนต์ต้องการ จนเมื่อนางรู้ว่าสเตฟานเด็ดปีกนางเพื่อขึ้นเป็นกษัตริย์ ความเคียดแค้นก็ระเบิดออก นางกลับไปสร้างอาณาจักรอันมืดมนอนธการในมัวร์และรอคอยเวลาแก้แค้น อีกหลายเดือนต่อมา ราชินีเลย์ล่าให้กำเนิดพระธิดา มาเลฟิเซนต์บุกเข้ามากลางพิธีศีลจุ่มโดยที่ไม่ได้รับเชิญ แม้องค์กษัตริย์จะไม่ยอมต้อนรับ แต่ก็ยังเกรงอิทธิฤทธิ์ของนาง มาเลฟิเซนต์ให้พรแก่ออโรร่า ให้เจริญทั้งศิริโฉม เปี่ยมความสุข ให้เป็นที่รักแก่ทุกคนที่รู้จักนาง แต่ก่อนตะวันตกดินในวันเกิดปีที่ 16 นางจะถูกเข็มของเครื่องปั่นด้ายทิ่มแทงนิ้ว แล้วเข้าสู่นิทราดุจคนตายตลอดกาล กษัตริย์สเตฟานอ้อนวอนนางให้ปราณีธิดาตน มาเลฟิเซนต์จึงให้หนทางแก้คำสาปให้ถูกถอนได้ด้วยจุมพิตจากรักแท้ พร้อมประกาศให้คำสาปคงอยู่ตลอดกาล ไม่ว่าพลังใดในโลกก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้

Maleficent - 06

กษัตริย์สเตฟานจำใจมอบพระธิดาให้กับภูตินางฟ้าสามตน (ที่จริงๆ เป็นชาวมัวร์ แต่ไม่เข้ากับมาเลฟิเซนต์) เป็นคนดูแล และนำไปเลี้ยงยังที่ห่างไกล จนกว่าจะล่วงเลยวันเกิดในปีที่ 16 ของออโรร่า ในขณะที่ตนเองก็เก็บตัวอยู่หลังกำแพง บัญชากองกำลังออกไล่ล่ามาเลฟิเซนต์ แต่นางสร้างกำแพงต้นไม้หนามตลอดแนวของดินแดนมัวร์ มนุษย์หน้าไหนก็เข้าไปไม่ได้ และยิ่งพยายามทำลาย กำแพงนั่นก็โจมตีกลับอย่างย่อยยับ เดียวัลตามดูเหล่าภูตินางฟ้าที่ตอนนี้แฝงกายในร่างมนุษย์ และนำพามาเลฟิเซนต์มายังบ้านที่พวกนางใช้เลี้ยงออโรร่า มาเลฟิเซนต์เรียกออโรร่าว่า “เด็กอัปลักษณ์” ถึงกับแยกเขี้ยวใส่ แต่ด้วยพรที่เคยให้ไว้ ออโรร่านั้นมีความสุขกับทุกสิ่ง นางจึงไม่กลัวมาเลฟิเซนต์แต่อย่างใด ด้วยความไม่ค่อยใส่ใจหรือพูดในอีกนัยหนึ่งคือเลี้ยงเด็กไม่เป็น ของเหล่าภูตินางฟ้าทั้งสาม มาเลฟิเซนต์กับเดียวัลจึงกลายเป็นคนที่คอยเลี้ยงดูและป้องกันภยันตรายให้กับออโรร่าอยู่ห่างๆ (และยังคอยกลั่นแกล้งภูตินางฟ้าทั้งสามด้วย) จนออโรร่าอายุได้ 15 ปี นางเที่ยวเล่นจนเลยมายังเขตกำแพงของมัวร์ นึกสงสัยในกำแพงต้นไม้หนามอันใหญ่โต มาเลฟิเซนต์เสกให้ออโรร่าหลับใหล แล้วพาเข้าไปในมัวร์หลังจากกำราบเหล่าทหารที่มาตั้งค่ายอยู่บริเวณกำแพงหนามของมัวร์ ออโรร่าตื่นขึ้นในดินแดนเทพนิยายที่ตนเคยใฝ่ฝัน นางได้พบกับมาเลฟิเซนต์ ออโรร่าเรียกมาเลฟิเซนต์ว่านางฟ้าแม่ทูนหัว และยังได้พบกับเดียวัลในร่างมนุษย์อีกด้วย มาเลฟิเซนต์เสกให้ออโรร่าหลับใหลอีกครั้ง แล้วพากลับไปยังบ้านของนาง มาเลฟิเซนต์เริ่มตระหนักได้ว่าเธอรักออโรร่าเหมือนดั่งลูกเข้าเสียแล้ว นางจึงพยายามถอนคำสาป แต่ไม่เป็นผล ยิ่งคืนวันผันผ่านนางยิ่งร้อนใจ ทางกษัตริย์สเตฟานก็ได้ระดมช่างเหล็กเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับมาเลฟิเซนต์ เขาไม่สนแม้พระราชินีที่กำลังจะสิ้นใจ

Maleficent - 09

ออโรร่าตัดสินใจที่จะมาอยู่กับมาเลฟิเซนต์ในมัวร์ มาเลฟิเซนต์ตกลงเพราะคิดว่านางน่าจะปกป้องออโรร่าจากคำสาปไม่ให้สำแดงผลได้ ระหว่างที่กำลังฝึกซ้อมคำพูดที่จะพูดกับเหล่าป้าๆ (ภูตินางฟ้าทั้งสาม) ออโรร่าได้พบกับฟิลลิป เจ้าชายที่กำลังหาทางไปยังปราสาทของกษัตริย์สเตฟาน ทั้งคู่ตกหลุมรักกันตั้งแต่แรกเห็น ฟิลลิปสัญญาว่าขากลับจะผ่านมาทางนี้ เดียวัลบอกกับมาเลฟิเซนต์ว่านี่อาจจะเป็นคำตอบของคำสาป รักแท้ตามที่นางเคยได้ให้ทางออกเอาไว้ มาเลฟิเซนต์ไม่สนิทใจเชื่อ บอกว่าที่นางให้ทางแก้อย่างนั้นเพราะรักแท้ไม่มีอยู่จริง ออโรร่าบอกกับเหล่าป้าๆ ของเธอว่าจะไปจากบ้าน น็อตกราสโกรธจนหลุดปากพูดเรื่องพ่อของเธอ ทั้งที่เคยบอกว่าพ่อแม่ของออโรร่าตายไปแล้ว สุดท้ายภูตินางฟ้าทั้งสามจึงต้องเล่าความจริง ออโรร่ารีบไปหามาเลฟิเซนต์ ถามเรื่องคำสาปและเรื่องที่นางฟ้าแม่ทูนหัวคนนี้ที่เป็นคนสาปเธอ ออโรร่าใจสลาย นางเร่งกลับไปยังปราสาท ทักทายพ่อแท้ๆ ด้วยการกอด แต่สเตฟานที่กำลังเตรียมรับมือมาเลฟิเซนต์ กลับสั่งขังออโรร่าเอาไว้ มาเลฟิเซนต์ตามหาฟิลลิปจนเจอ เธอเสกให้เขาหลับใหล มาเลฟิเซนต์ควบเดียวัลที่ถูกเสกเป็นม้า พาฟิลลิปกับม้าของเขามุ่งไปยังปราสาท ในขณะที่คำสาปเริ่มร้องเรียกออโรร่า นางหาทางออกจากห้องจนได้ แล้วมุ่งตรงไปตามเสียงเรียกนั้น นิ้วของเธอเริ่มตึงปวดขึ้นทุกที นางเดินลึกเข้าไปจนถึงห้องใต้ดิน ที่ๆ เครื่องปั่นด้ายทั้งอาณาจักรถูกทำลายและกองรวมกันไว้ คำสาปเปิดประตูให้นาง และยังประกอบเครื่องปั่นด้ายให้กลับมาเป็นดั่งเดิม จนนางวางนิ้วลงบนเข็มของเครื่องปั่นด้ายนั่น และเข้าสู่ห้วงนิทราดุจคนตายดั่งคำสาป มาเลฟิเซนต์รู้สึกได้ว่าไม่ทันการเสียแล้ว นางฝ่าดงหนามที่ทำจากเหล็กซึ่งสเตฟานสร้างเอาไว้เข้าไปในปราสาทพร้อมกับเดียวัลและฟิลลิป นางวางฟิลลิปลงที่หน้าห้องของออโรร่า หลังจากแนะนำตัวกับภูตินางฟ้าทั้งสามว่าตนเป็นเจ้าชาย ฟิลลิปถูกขอให้จูบออโรร่า แต่แม้จะตกหลุกรักกัน ก็รู้จักกันอย่างผิวเผินมาก จูบของฟิลลิปจึงไม่สัมฤทธิ์ผล หลังจากทั้งหมดออกจากห้องไปแล้ว มาเลฟิเซนต์จึงเข้าไปหาออโรร่า คร่ำครวญที่ต้องเสียนางไปตลอดกาล นางสัญญาว่าจะไม่มีอันตรายใดมากร้ำกรายในขณะที่ออโรร่าอยู่ในห้วงนิทรา แล้วจูบลงบนหน้าผากของออโรร่า ออโรร่าฟื้นจากหลับใหล ให้อภัยแม่ทูนหัวของเธอทุกอย่าง มาเลฟิเซนต์ปิติใจอย่างเหลือล้นที่ได้ลูกอัปลักษณ์ของเธอคืนมา เดียวัลได้ตระหนักว่านี่แหละคือ “รักแท้”

Maleficent - 05

ออโรร่ายังปรารถนาจะไปอยู่กับมาเลฟิเซนต์ที่มัวร์ ทั้งคู่ค่อยๆ พากันหลบหนีออกจากปราสาท มาเลฟิเซนต์ถูกตาข่ายเหล็กคลุมตัว นางเจ็บปวดจนแทบสิ้นแรง ได้แต่ใช้แรงเฮือกสุดท้ายเสกเดียวัลให้เป็นมังกร และบอกออโรร่าให้หนีไป เดียวัลกระชากตาข่ายออกจากมาเลฟิเซนต์ แต่นางก็ยังถูกเหล่าทหารพร้อมโล่เหล็กล้อมเอาไว้ เดียวัลเองก็ถูกโซ่ตรวนพันยึดเอาไว้เช่นกัน กษัตริย์สเตฟานในชุดเกราะเหล็กหนาก้าวเข้ามาในวงโล่พร้อมกับโซ่ เขาฟาดโซ่นั่นใส่มาเลฟิเซนต์ไม่ยั้งจนผ้าคลุมของนางขาดออก ในขณะที่ออโรร่าเข้าไปพบปีกของมาเลฟิเซนต์ในตู้กระจก มันกระพือเหมือนเรียกร้องหาเจ้าของเดิม ออโรร่าจึงล้มตู้กระจกนั่นลงเสีย ปีกของมาเลฟิเซนต์บินกลับไปอยู่บนหลังของเจ้าของได้ทันเวลาก่อนที่สเตฟานจะลงโซ่สุดท้าย นางพยายามบินหนีแต่สเตฟานคล้องโซ่ไว้กับขาของนาง มาเลฟิเซนต์พุ่งตัวผ่านกระจกของปราสาทไปยังด้านนอก โดยมีกษัตริย์สเตฟานห้อยติดไปด้วย นางทิ้งตัวลงบนยอดป้อมปราสาท แล้วเข้ากุมคอของสเตฟานดันเข้าติดกำแพง บอกเขาว่าทุกอย่างมันจบลงแล้ว ระหว่างที่มาเลฟิเซนต์กำลังจะบินออกจากป้อม สเตฟานกระโดดเกาะตัวเธอ จนทั้งคู่ร่วงสู่เบื้องล่าง มาเลฟิเซนต์สยายปีกทรงตัวได้ทัน กษัตริย์สเตฟานจึงร่วงลงสู่พื้นถึงแก่ชีวิต ในเวลาต่อมา มาเลฟิเซนต์ทำลายกำแพงหนามของเขตมัวร์ลงแล้วสละอำนาจ พร้อมสถาปนาให้ออโรร่าเป็นผู้ครองนครทั้งสอง ทั้งดินแดนมนุษย์และมัวร์ เพราะดินแดงทั้งสองได้กลายเป็นดินแดนเดียวกันแล้ว โดยมีเจ้าชายฟิลลิปมาร่วมการสถาปนานั้นด้วย ผู้เล่าขานเรื่องราวนี้เปิดเผยว่าเธอเป็นผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกเรียกว่า “เจ้าหญิงนิทรา” และความสงบสุขในดินแดนนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากนางมารหรือวีรชน แต่จากผู้ที่เป็นทั้งคู่

Maleficent - 17

ใครเห็นบทภาพยนตร์ข้างต้น หรือได้ชมภาพยนตร์กันมาแล้ว ก็ย่อมต้องตื่นตาตื่นใจกันเป็นพิเศษ เพราะไหนจะเรื่องที่ดิสนีย์ ตีความคำว่า “รักแท้” ใหม่อีกแล้ว หลังจากการตีความในภาพยนตร์เรื่อง Frozen ประสบความสำเร็จไปถล่มทลายก่อนหน้านี้ ไหนจะเรื่องที่มีการปรับน้ำหนักของบทใหม่เกือบหมด นอกจากบทของมาเลฟิเซนต์ เจ้าหญิงออโรร่า เดียวัล และกษัตริย์สเตฟานแล้ว บทที่เหลือก็แทบจะกลายเป็นตัวละครสมทบต๊อกต๋อยทันที ไม่ว่าจะเป็นเจ้าชายฟิลลิปที่ออกน้อยฉากจนจำหน้าแทบไม่ทัน ภูตินางฟ้าทั้งสาม (น็อตกราส, ทิสเซิลทวิต และฟลิทเทิล) ที่ถูกทำให้กลายเป็นตัวโจ๊กของเรื่อง แต่งานนี้ก็คงจะโทษกันไม่ได้ ก็แหม ชื่อเรื่องมันก็บอกอยู่แล้วว่าเล่าในมุมมองของ “มาเลฟิเซนต์” ไม่ใช่ “เจ้าหญิงนิทรา” ถึงออโรร่าจะเป็นคนเล่าก็เถอะ จะให้เหมือนเทพนิยายหรือนิทานก่อนนอนแบบเดิมๆ ก็คงไม่ใช่ที่ ผมว่าเสน่ห์ของการตีความเทพนิยาย มันก็ขึ้นอยู่กับยุคสมัยด้วยล่ะนะ ที่สมัยนี้ทุกอย่างต้องสมเหตุสมผลมากขึ้น และยิ่งพัฒนาเป็นเวอร์ชั่นคนแสดงด้วยยิ่งแล้วใหญ่ โดยความเห็นส่วนตัว ผมว่าบทภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ทำอย่างมาได้เป็นอย่างดี ยังคงเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์และมนต์ขลังของเทพนิยายอยู่เต็มเปี่ยม แม้จะเป็นเสน่ห์และมนต์ขลังที่ถูกตีความใหม่แทบทั้งหมดก็ตาม ข้อดีของเนื้อเรื่องแบบใหม่นี้ ก็คือมันใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากขึ้น ในความเพ้อฝัน ยังมีแง่คิดของความเป็นจริงซ่อนอยู่ ไม่ใช่มาอย่างไร้ที่มาและไปโดยทิ้งความสงสัยเอาไว้ บทภาพยนตร์เรื่องนี้พยายามทำให้ทุกอย่างเป็นเหตุเป็นผล มีที่มาที่ไปในแทบทุกรายละเอียด ที่ผมชอบที่สุดคือพลังของคำสาป ที่แสดงให้เห็นว่าผู้ที่สาปเอาไว้นั้นทรงอานุภาพมากแค่ไหน ถึงขนาดที่ตัวเองยังถอนคำสาปนั้นไม่ได้ แถมคำสาปสามารถทำงานได้เองอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล (เขียนแบบนี้ในรีวิวหนังคืออัลไล?) ไม่ใช่ว่าสาปแล้วต้องมาตามล้างตามเช็ดให้มันเป็นไปตามที่สาปเหมือนในอนิเมชั่นฉบับเก่า ซึ่งทำให้มาเลฟิเซนต์ดูไร้น้ำยามาก

Maleficent - 08

อีกตัวละครหนึ่งซึ่งมีคนชื่นชอบเยอะแน่นอนคือเดียวัล ผมว่าการใส่บทของเดียวัลมาขนาดนี้เป็นความฉลาดในการเล่าเรื่องอย่างมาก และช่วยเติมเต็มบทบาทของมาเลฟิเซนต์ให้เด่นจนยั้งไม่อยู่ขึ้นไปอีก กลายเป็นสัตว์เลี้ยงที่ฉลาดจนสมกับการอยู่คู่กับนางมารโดยแท้จริง เล่ามาถึงจุดนี้ แล้วสิ่งที่ไม่ชอบเกี่ยวกับบทภาพยนตร์นี้ล่ะ? แน่นอนว่าบทดีๆ ล้วนมีจุดบอดกันทั้งนั้น จะมากจะน้อยก็ขึ้นอยู่กับคนจะมอง สำหรับผมเองติดใจไม่ปลื้มอยู่แค่ 2 เรื่อง อย่างแรกคือภูตินางฟ้าทั้งสาม ที่การเปลี่ยนแปลงจากฉบับอนิเมชั่นปี 1959 มาเป็นภาพยนตร์คนแสดงในปี 2014 นี้ มีการเปลี่ยนแปลงบทที่แตกต่างมากเกินไป หักกันมากเกินไป เรียกได้ว่าดับฝันเด็กๆ กันซึ่งหน้าเลย ลำพังเรื่องที่เลี้ยงเด็กไม่ค่อยเป็นนั้นยังไม่เท่าไหร่ แต่เรื่องที่ต้องกลายเป็นตัวตลกของเรื่องนี้ และมักจะถูกมาเลฟิเซนต์แกล้งอยู่เสมอ กลายเป็นภูตินางฟ้าไม่เอาไหนสามตนที่สนแต่เรื่องของตัวเอง มันออกจะดูเกินไปสักหน่อยสำหรับตัวละครที่เคยมีบทบาทอย่างมากในการเล่าเรื่องครั้งก่อน ส่วนอีกเรื่องก็คือกษัตริย์สเตฟาน ที่เวอร์ชั่นนี้ดาร์กมากมาย แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น ส่วนประสมอย่างหนึ่งของภาพยนตร์เรื่องนี้คือมันเป็นหนังครอบครัว การจบด้วยความตายเลยดูไม่ค่อยเป็นเรื่องน่าดูสักเท่าไหร่ หากสามารถหลีกเลี่ยงได้ก็อยากจะให้มีทางที่กษัตริย์สเตฟานจะยังมีชีวิตอยู่ แต่ก็ยังอยากให้มีจุดสุดท้ายที่คู่ควรกับคนที่คิดไม่ดีอยู่นะ

Spoiler Alert

Production

มาไล่เรียงด้านการผลิตงานกันบ้างนะครับ ขอเริ่มต้นกันด้วยการแสดงก็แล้วกัน เอาคำจำกัดความสั้นๆ ไปก่อนเลยว่า “เจ้แองจี้คนเดียว… กลบทุกบท… กลบทุกคน… มิด!” คือมันเป็นแบบนั้นจริงๆ อ่ะครับ บทมาเลฟิเซนต์เด่นมากในเรื่องนี้ (ก็นางเป็นตัวหลักของเรื่องนี่แหม) และเจ้แองเจลิน่าก็แสดงได้เทพมาก เธอเกิดมาเพื่อบทนี้ชัดๆ บทที่ต้องโกรธเกรี้ยวก็ดูน่ากลัว บทที่ต้องแก้แค้นก็ดูร้ายกาจ และที่สำคัญที่สุด บทเปลี่ยนผ่านจากนางมารกลายเป็นมารดาทูนหัว ที่ถึงกับทำคนดูอินเข้าไปในใจลึกๆ เลยทีเดียว บอกได้คำเดียวว่าฟินในจุดนี้มาก นี่ยังไม่รวมฉากต่อสู้ทั้งต้นเรื่องและท้ายเรื่องที่บอกได้สั้นๆ เลยว่า “เท่สุดชีวิต!!!” แต่มันน่าตลกนะ ที่มันก็มีจุดบอดของเจ้เหมือนกัน คือฉากที่เจ้ตื่นมาพบว่าปีกหายแล้วร้องโหยหวนน่ะ มันเป็นฉากที่ไม่น่าดูเท่าไหร่ เรียกได้ว่าเป็นฉากเดียวที่เจ้แสดงไม่ถึงอารมณ์ในมุมมองของผมเลยนะ นักแสดงหลักโคตรๆ ไปแล้ว ก็ต้องมาต่อที่นักแสดงหลักที่รองลงมา (เอ๊ะยังไง) นี่เลย แอลล์ แฟนนิ่ง กับบทเจ้าหญิงออโรร่าที่แบบว่า จะร่าเริงไปไหน? ร่าเริงเกินไปไหม? มันเหมือนจะดูเฟกๆ นะ แต่พอดูๆ ไปก็ฉุกคิดขึ้นได้ ก็นางได้รับพรให้พานพบแต่ความสุขนี่นา งั้นปล่อยนางร่าเริงไป เพราะนางร่าเริงแล้วมีเสน่ห์มาก แต่ถ้าไม่นับความร่าเริงที่เป็นบทส่วนใหญ่แล้ว พวกบทที่ต้องทำหน้าสงสัย รวมถึงบทตอนที่นางถูกล่อลวงโดยคำสาป แอลล์ก็ทำได้ดีมากเลยนะ มันเป็นอารมณ์ที่ดูอึมครึมและพาคนดูสงสัยไปด้วย ต่อกันด้วยแซม ไรลีย์ ในบทของเดียวัล อีกา (คน, ม้า, หมาป่า และมังกร) ผู้เป็นสัตว์เลี้ยงคู่ใจมาเลฟิเซนต์ที่มีบทเยอะมว๊าก! อย่างที่ผมได้วิจารณ์ไปก่อนหน้านี้ว่าบทบาทนี้เป็นการเติมเต็มบทบาทของมาเลฟิเซนต์ให้เด่นยิ่งไปกว่าเดิม และแซมก็ทำหน้าที่นั้นได้เลิศเลอเพอร์เฟ็คสุดๆ กับบทที่กล้าพูด กล้าแสดงความคิดเห็น แม้ลึกๆ จะเกรงมาเลฟิเซนต์อยู่บ้างก็ตาม กลายเป็นสีสันตัวจริงของเรื่องนี้ไปเลยทีเดียว ก็อย่างที่มาเลฟิเซนต์บอกว่าในยามที่เธอเสียปีกไป เดียวัลผู้นี้ที่จะเป็นปีกของเธอ

Maleficent - 14

เรื่องนี้ คนร้ายตัวจริงกลับกลายเป็นกษัตริย์สเตฟานที่รับบทโดย ชาร์ลโต ค็อปลี่ย์ ไปเสียนี่ อันนี้ก็ค่อนข้างพลิกนะครับ เพราะถ้าดูเวอร์ชั่นเก่ากษัตริย์สเตฟานก็เป็นแค่ราชาธรรมดาๆ องค์หนึ่งแค่นั้น แต่ในเรื่องนี้เขามีความหลังกับมาเลฟิเซนต์มาก่อน และถูกขุ่นแม่มาลีแก้แค้นอย่างย่อยยับจนแทบจะวิกลจริต กลายเป็นความกลัวที่เกาะกินหัวใจอยู่ตลอด 16 ปี จริงๆ ต้องชื่นชมชาร์ลโตนะครับ เพราะแสดงได้ดาร์กและจิตมาก (เหมือนเขาจะเหมาะกับบทแบบนี้นะ) นักแสดงสมทบอื่นๆ จะไม่ขอกล่าวถึงนะครับ เพราะแสดงได้สมบทบาทอยู่แล้ว ทั้งบทน่ารำคาญของภูตินางฟ้าทั้งสาม บทหล่อไปหล่อมาของเจ้าชายฟิลลิป ฯลฯ เราข้ามไปเรื่องของการลำดับภาพกันดีกว่า การลำดับภาพตลอดเรื่องค่อนข้างทำได้ดีนะครับ จะมีขัดใจอยู่ช่วงใหญ่ๆ ก็ช่วงที่ออโรร่ากำลังโตขึ้นเรื่อยๆ จากแบเบาะเป็นเด็กน้อยเตาะแตะ จนกลายเป็นวัยรุ่น รู้สึกว่าช่วงนั้นเล่าเรื่องผ่านภาพได้ไม่ลื่นไหลเท่าไหร่ ดูรวบรัดตัดเนื้อความแปลกๆ ส่วนการลำดับภาพช่วงที่ผมชื่นชอบมากที่สุด ก็เห็นจะเป็นตอนที่คำสาปกำลังสำแดงผล โดยล่อลวงออโรร่าไปยังห้องใต้ดินของปราสาท ในขณะเดียวกัน มาเลฟิเซนต์ก็กำลังควบเดียวัลพาฟิลลิปไปถอนคำสาป ช่วงนี้ของเรื่องได้อารมณ์มาก การลำดับภาพก็ให้อารมณ์ที่ต้องลุ้นตาม แม้คนดูจะรู้อยู่แล้วก็เถอะว่ายังไงก็ไม่ทัน อันนี้ก็ต้องยกเครดิตให้กับเพลงประกอบส่วนที่เป็นดาร์กธีมของมาเลฟิเซนต์ ซึ่งใช้เป็นธีมของคำสาปในเรื่องด้วย ผมชอบเสียงคอรัสตรงนั้นมาก หลอนดีจริงๆ ไหนจะในฉากต่อสู้ ทั้งในสงครามช่วงต้นเรื่อง และการล้อมกรอบมาเลฟิเซนต์ท้ายเรื่อย มันเจ๋งนะ ช่วงต้นเรื่องนี่ทำให้เห็นเลยว่ามาเลฟิเซนต์นี่ทรงพลังมากจริงๆ และช่วงท้ายเรื่องก็สิ้นไร้ไม้ตอก ดูอับจนหนทางจริงๆ นี่ถ้าช่วงที่ออโรร่ากำลังโตนั้น เล่าผ่านภาพให้สมูทกว่านี้อีกหน่อย คงไม่มีอะไรต้องติกัน งานนี้ชมอย่างเดียว

Maleficent - 15

เรื่องนี้นี่เทคนิคพิเศษทะลักทลายมาก ไม่ว่าจะเป็นตัวละครทุกตัวในมัวร์ เดียวัล เวทย์มนของมาเลฟิเซนต์ และอื่นๆ อีกมากมาย เรียกว่าทุ่มทุนสร้างกันเต็มเหนี่ยว จริงๆ ผมค่อนข้างกับโอเคกับเทคนิคพิเศษเรื่องนี้นะ โอเคมากด้วย แค่หลายฉากเวลาแสงมันทึมๆ สีสันมันดูไม่ค่อยเรียลเท่าไหร่ ตัวละครบางตัวก็ยังดูกราฟิ้กกราฟิกอยู่ คือผมก็รู้อยู่แหละครับว่านี่มันหนังที่ดัดแปลงมาจากเทพนิยาย แสงธรรมชาติก็ทำยากเย็นแสนเข็ญ แต่ไหนๆ ก็ทำเป็นเวอร์ชั่นคนแสดงแล้ว ขอเรียลที่สุดเท่าที่จะได้หน่อยก็ดี นิดหน่อยอ่ะนะครับ แต่โดยรวมก็ยังยืนยันว่าโอเคมาก สุดท้ายและท้ายสุด เรื่องของดนตรีประกอบภาพยนตร์ เรื่องนี้ได้มือพระกาฬที่ประพันธ์เพลงประกอบมาตั้งแต่ผู้รีวิวยังไม่เกิดออกมาจากท้องแม่ James Newton Howard นั่นเอง คือปกติเห็นลุงแกทำแต่หนังแอ็คชั่น ไม่รู้ว่าทำเพลงแนวดาร์กๆ ประกอบหนังเทพนิยายอย่างนี้ได้ด้วย ก็ต้องบอกครับว่าพอใจมากกับดนตรีประกอบของภาพยนตร์เรื่องนี้ ดาร์กธีมของมาเลฟิเซนต์ (และเป็นธีมของคำสาปเจ้าหญิงนิทราด้วย) ยังวนเวียนสะท้อนอยู่ในหู แม้จะดูมาแล้วหลายวัน คือเพลงช่วยสร้างอารมณ์ได้ตลอดเรื่อง บทว่าเพลงจะน่ารักก็น่ารักมาก อารมณ์เทพนิยายมาเต็ม บทจะดาร์กก็ดาร์กมาก จะแอ็คชั่นก็เอาซะตื่นเต้นไปไหนต่อไหน ยอดเยี่ยมครับ

Maleficent - 11

Conclusion

เป็นภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากเทพนิยาย ที่ถึงจะไม่ได้เป็นหนังสำหรับครอบครัวเต็มตัว (เพราะได้เรท PG) อาจจะดูเหมาะกับเด็กโตและผู้ใหญ่มากกว่าหน่อย แต่ก็สามารถทำได้ใกล้เคียง และยังเหมาะอยู่ที่ครอบครัวจะได้ไปดูด้วยกัน แม้เนื้อหาบางอย่างจะซับซ้อนอยู่บ้าง (ในแง่ของอารมณ์) งานนี้ผู้ใหญ่คงต้องรับหน้าที่อรรถาธิบายให้เด็กๆ ฟังกันหนักหน่อย แต่อย่างไรก็ตาม ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังคงเสน่ห์และกลิ่นอายของความเป็นเทพนิยายดั้งเดิมอยู่ได้ค่อนข้างครบถ้วน แม้ตัวละครที่จะกลายเป็นขวัญใจของผู้ชมจะเปลี่ยนตัวไปก็ตาม เป็นภาพยนตร์ที่สามารถทำให้คนดู ยิ้มไปได้แทบจะตลอดทั้งเรื่อง ดูแล้วอารมณ์ดีกันไปหลายวัน ถ้าคุณเป็นอีกคนที่กำลังจะไปชม ขอสนับสนุนให้ไปดูอย่างยิ่งครับ รับรองว่าออกจากโรงมาด้วยความสุขใจแน่นอน การันตี!

What's your reaction?
Love
0%
Bad
0%
Wow
0%
Meh
0%
Cool
0%
Hate
0%
Evil
0%
About The Author
Pichaet Tang-on
Pichaet Tang-on
นักนิเทศศาสตร์ วิทยากร นักเขียนมือใหม่ ทาสแมว และบล็อกเกอร์ เชี่ยวชาญในสาขาวาทนิเทศ (การสื่อสารมนุษย์) โดยเฉพาะการสื่อสารผ่านสื่อและการฝึกอบรม เจ้าระเบียบ กรอบจัด ไม่ถนัดอินดี้ ชอบเสพสื่อแมสและสื่อดิจิทัล รักการดูหนังบล็อกบัสเตอร์ ปลื้มเพลงโซลและอาร์แอนด์บี เป็นสาวกไมโครซอฟท์

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.