Reviews
Now Reading
Transcendence (2014)
0
เอไอไฮๆ สไตล์เฮียเด็ปป์
Overview
Title

Transcendence
คอมพ์สมองคนพิฆาตโลก

Rating

PG-13 (MPAA)

Runtime

119 นาที

Genres

ดราม่า, ลึกลับ, วิทยาศาสตร์

Storyline

วิลล์และเอเวลีน แคสเตอร์ กับเพื่อนร่วมงาน แม็กซ์ วอเทอส์ คือสามนักวิจัยแนวหน้าในด้านปัญญาประดิษฐ์ วิลล์ถูกคนในกลุ่มต่อต้านชื่อ "ริฟท์" ยิงด้วยกระสุนที่ปนเปื้อนสารกัมมันตภาพ ทำให้เขาเหลือเวลาอยู่เพียง 4-5 สัปดาห์ก่อนจะเสียชีวิต เอเวลีนกับแม็กซ์พยายามอัพโหลดสัมปชัญญะของวิลล์ให้กลายเป็นรูปแบบของสมองดิจิทัล แต่ทุกอย่างเริ่มอยู่เหนือการควบคุม เมื่อวิลล์ทำได้มากกว่าที่มนุษย์จะเคยจินตนาการถึง

Director

Wally Pfister

Producer

Broderick Johnson
Andrew A. Kosorve
Kate Cohen
Marisa Polvino
Annie Marter
David Valdes
Aaron Ryder

Writer

Jack Paglen

Composer

Mychael Danna

Cast

Johnny Depp เป็น Will Caster (วิลล์ แคสเตอร์)
Rebecca Hall เป็น Evelyn Caster (เอเวลีน แคสเตอร์)
Paul Bettany เป็น Max Waters (แม็กซ์ วอเทอส์)
Kate Mara เป็น Bree (บรี)
Morgan Freeman เป็น Joseph Tagger (โจเซฟ แท็กเกอร์)
Cillian Murphy เป็น Agent Buchanan (จนท. บูคานัน)
Clifton Collins Jr. เป็น Martin (มาร์ติน)
Cole Hauser เป็น Colonel Stevens (พันเอก สตีเว่นส์)

Studio

Alcon Entertainment
DMG Entertainment
Straight Up Films

Distributor

Warner Bros. Pictures (สหรัฐอเมริกา)
Summit Entertainment (นานาชาติ)
Mongkol Major (ประเทศไทย)

Release Date

17 เมษายน 2557 (ประเทศไทย)
18 เมษายน 2557 (สหรัฐอเมริกา)

Watched

23 เมษายน 2557 (Digital 3D)

Positives

สร้างสรรค์พล็อตวิทยาศาสตร์ในมุมมองใหม่ได้สร้างสรรค์ดี ถือเป็นความแปลกใหม่ของวงการ นักแสดงหลักถ่ายทอดอารมณ์ได้สุดยอด ลำดับภาพได้มีสไตล์ ดูล้ำหน้าเหมาะกับประเภทของหนัง เทคนิคพิเศษสวยงามอลังการ เพลงประกอบช่วงดราม่าซึ้งกินใจ

Negatives

พล็อตเรื่องแหวกแนว ไม่ค่อยมีระเบิดภูเขาเผากระท่อม อาจทำให้คนดูบางคนไม่อิน (คาดหวังกันไปแนวนั้นเอง ช่วยไม่ได้) นักแสดงสมทบเล่นไม่ค่อยเต็มที่เท่าไหร่ บางช่วงของหนังน่าเบื่อไปบ้าง เทคนิคพิเศษในบางฉากยังต้องปรับอีกนิด เช่น ฉากระเบิดแล็ป

Rating
Our Rating
Script
A-
Acting
B+
Editing
B
Effects
A
Music
B
Bottom Line

ถ้าคุณชอบภาพยนตร์แนววิทยาศาสตร์ แนะนำให้ไปโดนเรื่องนี้ครับ ไปซึมซับวิสัยทัศน์ อุดมการณ์ และความฝัน ที่ถูกถ่ายทอดเอาไว้ในภาพยนตร์ กับคำถามที่ว่า ถ้าเทคโนโลยีอันล้ำหน้าในเรื่อง เปลี่ยนแปลงโลกได้แบบนั้นจริงๆ คุณจะกล้าเสี่ยงและก้าวข้ามความกลัวของคุณไหม?

B+
Our Rating
You have rated this

Full Article

ภาพยนตร์เรื่องนี้ผมดูมาตั้งแต่วันพุธแล้วล่ะครับ ตั้งใจจะดูเพราะเฮียเดปป์แท้ๆ แต่หลังจากไปดูมาแล้ว ผมชอบการแสดงของเจ๊ฮอลล์มากกว่าของเฮียอีกแน่ะ เจ๊ดราม่าได้เข้าถึงอารมณ์มากๆ ชอบการแสดงของเจ๊มาตั้งแต่ The Awakening (2011) แล้ว จริงๆ ก็พอเข้าใจนะ เพราะเฮียเดปป์แสดงเป็นปัญญาประดิษฐ์อยู่ในจอซะส่วนใหญ่ อย่างไรก็ดี ช่วงต้นกับช่วงท้ายที่เฮียแกเป็นคนก็แสดงได้ดีมากๆ ตามมาตรฐานเฮียอยู่ดีนั่นแหละนะ (เลิกอวยแล้วรีวิวซะทีเถอะพ่อคุณ) บอกก่อนเลยนะครับว่า โดยภาพรวมผมชอบภาพยนตร์เรื่องนี้มาก แม้คะแนนจากเว็บไซต์ภาพยนตร์บางที่จะต่ำ หรือรีวิวเจ้าอื่นๆ ที่คุณเคยไปอ่านมา เขาอาจจะไม่ค่อยประทับใจนัก แต่สำหรับผมถือเป็นภาพยนตร์ที่ทำออกมาได้อย่างงดงามเรื่องหนึ่งทีเดียว ที่สำคัญที่สุดซึ่งเป็นมาตรฐานที่ผมใช้ คือมีมุมที่ทำให้คนดูได้เดินคิดออกมาจากโรง แน่นอนครับว่าพล็อตหลักไม่ใช่ไอเดียใหม่ แต่วิธีขับเคลื่อนเรื่องเนี่ย ใหม่แน่ๆ

Transcendence - 01

Screenplay

Spoiler Alert

ภาพยนตร์กล่าวถึงนักวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์แนวหน้า วิลล์กับเอเวลีน แคสเตอร์ และแม็กซ์ วอเทอส์ ทั้งสามคนกำลังพยายามที่จะสร้างปัญญาประดิษฐ์ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับความคิดของมนุษย์มากที่สุด เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการสร้างสิ่งใหม่ๆ เพื่อช่วยชีวิตมนุษย์ เพื่อเปลี่ยนโลก แต่แม้พวกเขาจะเป็นนักวิจัยชั้นนำที่ฉลาดเป็นกรดและสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ ธรรมชาติของสมองและอารมณ์ของมนุษย์ก็ยากเกินจะเข้าใจ ยากเกินกว่าจะเลียนแบบได้ ในระหว่างงานบรรยายเพื่อหาผู้สนับสนุนด้านเงินทุน วิลล์ถูกโจมตีจากคนในกลุ่มต่อต้านชื่อ “ริฟท์” ที่ยิงเข้าด้วยปืน แม้กระสุนจะโดนแบบถากๆ แต่กระสุนกลับปนเปื้อนสารกัมมันตภาพ ทำให้เขาเหลือเวลาอยู่บนโลกนี้เพียง 4-5 สัปดาห์ ก่อนที่จะเสียชีวิตในที่สุด วิลล์พยายามทำงานต่อไปเหมือนปกติ แต่ก็ถอดใจในที่สุด และตัดสินใจส่งคืนทุกอย่างกลับไปยังแล็บต้นสังกัดเพื่อใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายกับเอเวลีน

Transcendence - 02

ในความพยายามสุดท้าย เอเวลีนกับแม็กซ์พยายามจะอัพโหลดสัมปชัญญะของวิลล์ ให้กลายสภาพเป็นข้อมูลดิจิทัล เป็นปัญญาประดิษฐ์ที่มีรูปแบบมาจากสมองของคนจริงๆ ไม่ได้ถูกสร้างหรือสังเคราะห์ขึ้นโดยมนุษย์ ทั้งคู่พยายามจัดเรียงและโปรแกรมข้อมูลต่อไปหลังจากวิลล์เสียชีวิตแต่ก็ไม่เป็นผล จนเอเวลีนถอดใจ และยอมรับความจริงว่าสิ่งที่พวกเขาพยายามทำอยู่ไม่อาจเป็นจริงขึ้นมาได้ ในตอนนั้นเองที่วิลล์เริ่มติดต่อกับพวกเขา แม็กซ์เริ่มระแวงว่านี่อาจไม่ใช่วิลล์ที่เขาเคยรู้จัก เมื่อรูปแบบในการคิดของเขาเหมือนรูปแบบของปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป เรียกร้องที่จะออนไลน์ ทว่าเอเวลีนกลับยอมเดินหน้าทุกอย่างที่มี และเชื่ออย่างสนิทใจว่านี่คือวิลล์ตัวจริง โดยไม่ฟังเสียงทัดทานใดๆ วิลล์กลายเป็นปัญญาประดิษฐ์แบบที่เขาเคยคาดการณ์ เขาทำหลายๆ อย่างได้มากกว่าที่มนุษย์เคยจินตนาการถึง แต่หลายสิ่งที่เขาพยายามทำเริ่มกลายเป็นการล้ำเส้น และสร้างความกลัวขึ้น แม้แต่ตัวของเอเวลีนเอง

Spoiler Alert

Transcendence - 03

โครงเรื่องในลักษณะนี้เป็นที่นิยมในการสร้างภาพยนตร์มานานแล้ว ยิ่งในยุคที่เทคโนโลยีในการสร้างมีความล้ำหน้าอย่างในปัจจุบัน แต่พล็อตในการใช้สมองของคนจริงๆ อัพโหลดให้อยู่ในรูปแบบของปัญญาประดิษฐ์ ยังเป็นสิ่งที่ไม่เคยถูกใช้มาก่อน ซึ่งนั่นทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้มีความน่าสนใจมากขึ้นไปอีก สิ่งที่แตกต่างจากภาพยนตร์แนวภัยเทคโนโลยีเรื่องอื่นๆ ซึ่งอาจทำให้คอหนังหลายๆ คน รู้สึกไม่อินกับภาพยนตร์เรื่องนี้สักเท่าไหร่ คือการที่ภาพยนตร์เรื่องนี้เน้นแนวดราม่าเป็นหลัก ไม่ใช่แอ็คชั่นล้างผลาญหนักๆ เหมือนที่หลายคนคาดหวัง ซึ่งมันดูสมเหตุสมผลดีแล้วนะครับผมว่า เพราะตัวเอกแทบทั้งหมดเป็นนักวิทยาศาสตร์ เป็นนักวิชาการ ธีมของเรื่องก็เป็นแนววิทยาศาสตร์จ๋าที่โชว์ความล้ำหน้า ตัวเนื้อเรื่องก็สามารถทำให้คนดูรู้สึกได้จริงว่าเทคโนโลยีน่ากลัว ไม่ต้องเอาหุ่นโหดๆ มาโชว์ให้ดูหรอกครับ แค่เห็นว่าเทคโนโลยีที่ล้ำมากๆ จะทำอะไรได้บ้าง โดยที่เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าปัญญาประดิษฐ์ที่ใช้คุมวิทยาการนั้นๆ อยู่ คิดจะทำอะไรต่อไป แค่นี้ก็น่ากลัวแล้วครับ (แถมปัญญาประดิษฐ์ที่ว่า เป็นหน้าเฮียเดปป์แบบนิ่งๆ เครียดๆ ด้วยแล้ว ดูไม่รู้เลยว่าคิดอะไรอยู่)

Production

การผลิตของภาพยนตร์เรื่องนี้นี่ ทำออกมาได้ยอดเยี่ยมมากครับ ผมเองชอบฉากของการบรรยายวิชาการ (เพื่อหาทุนสนับสนุนการวิจัย) ช่วงต้นเรื่องเป็นพิเศษ อาจจะเป็นเพราะผมเป็นนักวิชาการฝึกหัดอยู่ด้วยกระมังครับ ผมว่าฉากนั้นทำออกมาได้อารมณ์การบรรยายเชิงวิชาการสมัยใหม่มากๆ ถ้าท่านนึกภาพไม่ออก ให้นึกถึงการพูดต่างๆ ใน TED Talk หรือไม่ก็การบรรยายของรองประธานาธิบดีอัลกอร์ในภาพยนตร์เรื่อง An Inconvenient Truth (2006) นะครับ คุณอาจจะว่าก็แค่การบรรยายวิชาการจะน่าประทับใจอะไรนักหนา เพราะมันถ่ายทอดให้สวยได้ยากครับ คือถ้าเป็นภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ การบรรยายวิชาการแบบนี้จะเป็นช่วงที่จืดชืดในภาพยนตร์ แต่เรื่องนี้ทำออกมาได้สวยงาม บทพูดที่เลือกมาลำดับในภาพยนตร์ทำให้เกิดความอินในวิสัยทัศน์ของผู้พูดได้ดีมากๆ อย่างไรก็ดี เฮียเดปป์นี่ออกจะเป็นนักวิชาการที่มีสไตล์การพูดแนวไปหน่อยนะครับ //ฮา

Transcendence - 04

ในด้านของเทคนิคพิเศษ เรื่องนี้ก็ทำออกมาได้ดีมาก ทุกอย่างดูไฮเทคไปหมด โดยเฉพาะในแล็บใต้ดินของเอเวลีน พอเทคนิคพิเศษประเภทกราฟิกในจอกระจกต่างๆ รวมเข้ากับฉากที่สร้างขึ้นมาอย่างมีดีไซน์ ทุกอย่างก็ลงตัวครับ แบบนี้ล่ะ แล็บวิทย์ในฝันเลย (แต่ฝันแบบไม่ค่อยอิน เพราะผมเป็นนักวิชาการสายศิลป์อ่ะ) อีกส่วนหนึ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจ คือตอนที่วิลล์ทำก๊อปปี้ของตัวเองในรูปแบบของอนุภาคในธรรมชาติ พลังในการซ่อมสร้างสิ่งที่เสียหายนี่น่ากลัวมากครับ แม้ทุกอย่างจะดูดีไปเสียหมด แต่ก็มีอยู่บ้างนะครับที่ไม่เนียนเท่าไหร่ (แต่เท่าที่เห็นก็มีอยู่ฉากเดียวแหละครับ) คือฉากตอนที่กลุ่มริฟท์โจมตีแล็บด้านปัญญาประดิษฐ์ตอนต้นเรื่อง ฉากที่แล็บระเบิดเนี่ย ต้องขอเนียนอีกนิดครับ

มาว่าด้วยเรื่องการแสดงของนักแสดงกันดีกว่าครับ เรื่องนี้ สองตัวเอกหลักของเรื่องเด่นมาก แสดงเก่งมาก เฮียเดปป์ตอนแสดงเป็นคนก็นักวิชาการจ๋ามาก พอเป็นคอมพ์ก็นิ่งจนน่ากลัวมากเช่นกัน คือแกเป็นคอมพ์ที่พยายามจะแสดงอารมณ์ท่าทางให้เหมือนมนุษย์มากที่สุด แต่ก็ดูรู้ว่าเป็นคอมพ์อยู่ดี นั่นแหละครับที่ทำให้น่ากลัว ส่วนเจ๊ฮอลล์ก็ดราม่าได้ถึงใจมาก ตั้งแต่ตอนที่พยายามดิ้นรนช่วยสามี ตอนที่ยอมตัดกับเพื่อนเพราะเชื่อว่าสิ่งที่เห็นอยู่ในคอมพ์เป็นสามีแกจริงๆ ส่วนตอนที่ดำเนินการตามแผนของวิลล์ดิจิทัลก็ดูมีความหวังสุดๆ พอค่อนมาท้ายเรื่อง ก็ดราม่าแบบอัดอั้นจนคนดูอึดอัดไปด้วยทีเดียว (อันนี้คือชมนะครับ) ที่ต้องบอกว่าดราม่าอัดอั้นเพราะเอเวลีนในช่วงครึ่งเรื่องหลังจะเริ่มสองจิตสองใจ ใจนึงก็ยังเชื่อมั่นในวิลล์แต่อีกใจก็เริ่มกลัว จึงเป็นอารมณ์ที่น่าอึดอัดมาก ส่วนนักแสดงคนอื่นๆ นั้น แสดงกันไม่ค่อยสุดอย่างไรชอบกล ยิ่งป๋าฟรีแมนซึ่งผมคาดหวังเอาไว้เยอะกว่านี้มากๆ เลยผิดหวังนิดหน่อยครับ

Transcendence - 05

ปิดท้ายนิดหน่อยในเรื่องการผลิตกับเพลงประกอบครับ ฉากส่วนใหญ่เลือกใช้เพลงได้ดีนะครับ จะได้ยินเพลงประกอบในโทนของภาพยนตร์แอ็คชั่นอยู่หลายฉาก ส่วนฉากที่เกี่ยวกับการสร้างหรือโชว์วิทยาการ เพลงที่ใช้ก็ช่วยขับให้ภาพดูล้ำหน้าขึ้นไปอีก ซึ่งถือเป็นข้อดีครับ และส่วนที่ดูจะถึงใจจริงๆ คือเพลงประกอบในฉากดราม่าครับ เสียงเปียโนดาร์กๆ บรรเลงเดี่ยวช้าๆ แบบนั้น มันบีบคั้นหัวใจมากๆ อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังจับธีมของเพลงประกอบโดยรวมไม่ได้ครับ ซึ่งเป็นข้อเสียเหมือนรีวิวเรื่องที่แล้วเลย ผมว่าถ้ามีการกำหนดธีมของเพลงสักหน่อย อารมณ์หนังก็จะถูกขับได้อย่างชัดเจนกว่าเดิมครับ

Conclusion

ถ้าคุณเป็นคนชอบภาพยนตร์แนววิทยาศาสตร์ ชอบพล็อตเรื่องเกี่ยวกับภัยของเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าจนล้ำเส้น และอยากเปลี่ยนบรรยากาศที่หนังแนวนี้ชอบระเบิดภูเขาเผากระท่อมมาเป็นการถ่ายทอดในแนวดราม่า แนะนำให้ไปโดนเรื่องนี้ครับ นักแสดงนำถ่ายทอดได้ดี เทคนิคพิเศษตระการตา เพลงประกอบช่วงดราม่ากินใจ ตัวหนังเองก็ให้มุมคิดหลายๆ อย่างให้เราเอามาคิดต่อ ที่สำคัญคือไปซึมซับวิสัยทัศน์ อุดมการณ์ และความฝัน ที่ถูกถ่ายทอดเอาไว้ในภาพยนตร์ กับคำถามที่ว่า ถ้าเทคโนโลยีอันล้ำหน้าในเรื่อง เปลี่ยนแปลงโลกได้แบบนั้นจริงๆ คุณจะกล้าเสี่ยงและก้าวข้ามความกลัวของคุณไหม?

What's your reaction?
Love
0%
Bad
0%
Wow
0%
Meh
0%
Cool
0%
Hate
0%
Evil
0%
About The Author
Pichaet Tang-on
Pichaet Tang-on
นักนิเทศศาสตร์ วิทยากร นักเขียนมือใหม่ ทาสแมว และบล็อกเกอร์ เชี่ยวชาญในสาขาวาทนิเทศ (การสื่อสารมนุษย์) โดยเฉพาะการสื่อสารผ่านสื่อและการฝึกอบรม เจ้าระเบียบ กรอบจัด ไม่ถนัดอินดี้ ชอบเสพสื่อแมสและสื่อดิจิทัล รักการดูหนังบล็อกบัสเตอร์ ปลื้มเพลงโซลและอาร์แอนด์บี เป็นสาวกไมโครซอฟท์

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.