Reviews
Now Reading
Transformers: Age of Extinction (2014)
0
ศึกกู้วิกฤติศรัทธากับการมาของไดโนบ็อทส์
Overview
Title

Transformers: Age of Extinction
ทรานส์ฟอร์เมอร์ส 4: มหาวิบัติยุคสูญพันธุ์

Rating

PG-13 (MPAA)

Runtime

165 นาที

Genres

แอ็คชั่น, ผจญภัย, วิทยาศาสตร์

Storyline

มนุษย์เห็นเหล่าจักรกลเป็นภัยและออกไล่ล่าอย่างโหดเหี้ยม ด้วยความช่วยเหลือของล็อกดาวน์ จักรกลนักล่าค่าหัว ไม่เว้นแม้แต่มิตรอย่างออโต้บ็อทส์ บีบให้พวกเขาต้องซ่อนตัว จนวันหนึ่ง "เค้ด เยเกอร์" นักประดิษฐ์ตกอับ ได้ค้นพบ "ออพติมัส ไพรม์" สถานการณ์ดึงครอบครัวของเค้ดและออโต้บ็อทส์มารวมตัวกัน เพื่อยับยั้งแผนทำลายเหล่าจักรกล ที่อาจนำไปสู่การสิ้นสลายของเผ่าพันธุ์มนุษย์ในท้ายที่สุด

Director

Michael Bay

Producer

Don Murphy
Tom DeSanto
Lorenzo di Bonaventura
Ian Bryce

Writer

Ehren Kruger

Composer

Steve Jablonsky

Cast

Mark Wahlberg เป็น Cade Yeager (เค้ด เยเกอร์)
Stanley Tucci เป็น Joshua Joyce (โจชัว จอยส์)
Kelsey Grammer เป็น Harold Attinger (ฮาโรลด์ แอททิงเจอร์)
Nicola Peltz เป็น Tessa Yeager (เทสซ่า เยเกอร์)
Jack Reynor เป็น Shane Dyson (เชน ไดสัน)
Titus Welliver เป็น James Savoy (เจมส์ ซาวอย)
Sophia Myles เป็น Darcy Tirrel (ดาร์ซี่ เทอร์เรล)
Bingbing Li เป็น Su Yueming (ซู ยู่หมิง)
T.J. Miller เป็น Lucas Flannery (ลูคัส แฟลนเนอรี่)
Peter Cullen พากษ์เป็น Optimus Prime (ออพติมัส ไพรม์)
Frank Welker พากษ์เป็น Galvatron (กัลวาทรอน)
Mark Ryan พากษ์เป็น Lockdown (ล็อคดาวน์)
John Goodman พากษ์เป็น Hound (ฮาวด์)
Ken Watanabe พากษ์เป็น Drift (ดริฟท์)
Robert Foxworth พากษ์เป็น Ratchet (แร็ทเชต)
John DiMaggio พากษ์เป็น Crosshairs (ครอสแฮร์ส)
Reno Wilson พากษ์เป็น Brains (เบรนส์)

Studio

Paramount Pictures
Hasbro
di Bonaventura Pictures
China Movie Channel
Jiaflix Enterprises

Distributor

Paramount Pictures

Release Date

26 มิถุนายน 2557 (ประเทศไทย)
27 มิถุนายน 2557 (สหรัฐอเมริกา)

Watched

29 มิถุนายน 2557 (Digital 3D)

Positives

เลือกประเด็นวิกฤตศรัทธามาเล่นได้ดี บทดูมีมิติมากกว่าภาคก่อน ให้ความสมดุลระหว่างมนุษย์และจักรกลได้เหมาะสม เทคนิคพิเศษอลังการตระการตา ออกแบบประกอบการถ่ายทำได้แนบเนียน เพลงร้องประกอบเพอร์เฟ็ค ไดโนบ็อทส์เท่สุดๆ

Negatives

บทมีจุดที่ไม่สมเหตุสมผลหรือไร้ที่มาอยู่หลายจุด บางอย่างดูยัดเยียดเกินไป อารมณ์นักแสดงครึ่งๆ กลางๆ พระเอกอึดเกินมนุษย์มากไป การลำดับภาพเร็วไปบ้าง บางซีนก็พรวดพราดตัดเข้ามา เพลงประกอบใช้ธีมไม่คุ้มค่า ไม่มีความโดดเด่น

Rating
Our Rating
Script
B
Acting
B+
Editing
A-
Effects
A+
Music
B
Bottom Line

เรื่องนี้เน้นไปดูเอามันตามสไตล์หนังภาคต่อนะครับ แม้จะมีจุดที่ดูไม่สมเหตุสมผลอยู่หลายอย่าง แต่คนดูก็พอจะจินตนาการกันต่อได้ (เว้นแต่คุณจะเป็นพวกคิดไม่เป็น) จุดไหนที่มันคิดไม่ไปจริงๆ ก็ปล่อยผ่านแล้วด่าผู้กำกับเลยครับ แสนขัดอกขัดใจ แต่ถ้ามีภาคต่อไปก็ดูอยู่ดี จริงไหม?

B+
Our Rating
You have rated this

Full Article

กลับมาอีกครั้งกับภาพยนตร์ภาคต่อ เรื่องราวของจักรกลมีชีวิตที่เรียกว่า “ทรานส์ฟอร์เมอร์ส” ที่สามารถแปลงร่างจากหุ่นยนต์ปกติเพื่อแฝงตัวอยู่ในรูปแบบของรถยนต์หรือยานบิน ทั้งเครื่องบินขับไล่และเฮลิคอปเตอร์ และจากตัวอย่างภาพยนตร์ที่เราได้ชมกันนั้น จะพบว่าในภาคนี้ กลุ่มหุ่นยนต์ตัวเอกอย่าง “ออโต้บ็อทส์” จะมีพวกที่เรียกว่า “ไดโนบ็อทส์” มาเสริมทัพ แค่ชื่อก็น่าจะรู้แล้วล่ะครับว่าทรานส์ฟอร์เมอร์สกลุ่มนี้แปลงร่างจากหุ่นยนต์เป็นไดโนเสาร์ได้ ส่วนเรื่องขนาดตัว ก็เวลาออโต้บ็อทส์ขี่อยู่บนคอนี่ดูตัวเล็กไปเลย ก็ลองจินตนาการขนาดตามแล้วกันนะครับ ส่วนตัวร้ายนั้น ภาคนี้จะเป็นภาคแรกที่ตัวร้ายหลักไม่ได้เป็นทรานส์ฟอร์เมอร์สในกลุ่ม “ดีเซ็ปติคอน” แต่เป็นนักล่าค่าหัวที่ชื่อ “ล็อคดาวน์” พร้อมกับกองกำลังและยานมหึมาของเขาแทน ในภาคนี้มีความพยายามในการปูพื้นเรื่องไปสู่ภาคต่อไป จนบางช่วงของหนังดูจะถูกละเลยจนขาดความสมบูรณ์ของเนื้อหาและความสมเหตุสมผลในการเดินเรื่องไปอย่างน่าเสียดาย อย่างไรก็ตาม แม้จะได้รับคำติติงในเรื่องนี้จากนักวิจารณ์แบบถล่มทลาย ก็ไม่อาจหยุดยั้งกระแสของภาพยนตร์ที่เป็นจุดเริ่มต้นของไตรภาคหลังได้ เพราะตอนนี้กวาดรายได้แบบไม่ลืมหูลืมตา ผู้สร้างก็นั่งนับกำไรกันเพลินไปแล้ว ถ้าถามผม ผมก็ว่าภาคนี้ตาเบย์ผู้กำกับก็ได้พยายามกู้ชื่อแล้วล่ะ เห็นได้จากการพยายามเอาประเด็นหนักๆ มาเล่น แต่ดูแกจะทำหนังเพลินจนทุกอย่างมันเริ่มเยอะ และทำให้พลาดในรายละเอียดหลายๆ อย่างไป น่าเสียดายจริงๆ

Screenplay

Spoiler Alert

4 ปี หลังจากเหตุการณ์วินาศสันตะโรในชิคาโก้ มนุษย์ได้หันหลังให้กับเหล่าจักรกลและออกไล่ล่าอย่างโหดเหี้ยม ด้วยความช่วยเหลือของ “ล็อคดาวน์” ทรานส์ฟอร์เมอร์สนักล่าค่าหัวผู้ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ไม่เว้นแม้แต่มิตรอย่างออโต้บ็อทส์ ที่ถูกโจมตีอย่างสาหัส บีบให้พวกเขาต้องซ่อนตัว แม้ฉากหน้าจะเป็นการกวาดล้างเพื่อให้โลกปลอดภัย แต่เบื้องหลัง ร่างของทรานส์ฟอร์เมอร์สได้ถูกหลอมเพื่อให้ได้โลหะหายากที่ชื่อว่า “ทรานส์ฟอร์เมี่ยม” เป้าหมายคือการสร้างทรานส์ฟอร์เมอร์สด้วยฝีมือมนุษย์ อาวุธสุดล้าหน้าที่สามารถควบคุมได้ จนกระทั่งวันหนึ่งในเมืองปารีส รัฐเท็กซัส “เค้ด เยเกอร์” นักประดิษฐ์ตกอับได้ซื้อต่อรถบรรทุกคันเก่ามาเพื่อหวังแยกอะไหล่ขาย และนำเงินที่ได้ส่งลูกสาวเข้ารั้ววิทยาลัย แต่เขากลับพบว่ารถบรรทุกคันดังกล่าวเป็นทรานส์ฟอร์เมอร์ส เขาพยายามซ่อมรถที่บอบช้ำคันนั้นจนมันตื่นขึ้นอย่างเกรี้ยวกราด และพบว่านั่นคือ “ออพติมัส ไพรม์” ผู้นำเหล่าออโต้บ็อทส์ที่บาดเจ็บสาหัส

เค้ดเสนอตัวช่วยซ่อมออพติมัสให้ แต่เรื่องราววุ่นวายมากขึ้นเมื่อหน่วย “เซมิเทอรี่ วินด์” หน่วยงานผู้ไล่ล่าทรานส์ฟอร์เมอร์สตรวจพบออพติมัส จนไพรม์ต้องเปิดเผยตัวเพื่อปกป้องเค้ดและครอบครัว ออพติมัสเรียกระดมพลออกโต้บ็อทส์ที่เหลืออยู่ ได้แก่ บัมเบิ้ลบี, ฮาวด์, ครอสแฮร์ส และดริฟท์ เพื่อบุกองค์กร KSI ผู้ที่คิดสร้างทรานส์ฟอร์เมอร์สของตัวเองขึ้น ออโต้บ็อทส์ช่วยเหลือเบรนส์ที่ถูกใช้งานอย่างโหดร้ายออกมาได้ แต่ออพติมัสและเทสซ่า (ลูกสาวของเค้ด) ถูกล็อคดาวน์จับตัวขึ้นยานไป ออโต้บ็อทส์กับเค้ดจึงต้องร่วมกันขึ้นไปช่วยเหลือทั้งคู่ออกมา เบรนส์ได้เปิดเผยแผนการอันแยบยลของศัตรูตลอดกาลอย่าง “เมกะทรอน” ที่กำลังหลอกใช้มนุษย์ให้สร้างร่างใหม่และกองทัพให้ตน และยังมีสิ่งที่เรียกว่า “เมล็ดพันธุ์” อุปกรณ์อานุภาพร้ายแรงที่สามารถสร้างโลหะทรานส์ฟอร์เมี่ยมจำนวนมหาศาลขึ้นมาได้ ที่ล็อคดาวน์ให้เป็นรางวัลแลกกับการช่วยเหลือในการจับกุมตัวออพติมัส ทั้งหมดจึงต้องร่วมมือกันยับยั้งแผนการของกัลวาทรอน (เมกะทรอน) ก่อนที่มันจะใช้เมล็ดพันธุ์สร้างกองทัพของตัวเองได้สำเร็จ จนนำไปสู่การสิ้นสูญของเผ่าพันธุ์มนุษย์ งานนี้ออโต้บ็อทส์เสียเปรียบเต็มอัตราศึก ด้วยกำลังที่มีเพียง 1 ต่อ 10 ออพติมัสจึงตัดสินใจขอความช่วยเหลือจากไดโนบ็อทส์ ทรานส์ฟอร์เมอร์สรุ่นตำนานขนาดมหึมาที่จะพลิกชะตาของศึกครั้งนี้

Spoiler Alert

โดยส่วนตัวผมชอบพล็อตเรื่องแนวนี้นะ ไอ้เรื่องกู้วิกฤติศรัทธาที่เสียไปเนี่ย ถึงแม้ว่ามันมักจะเป็นประเด็นที่ชอบถูกหยิบยกมาเล่นก็ตามที งานนี้ถือเป็นการวัดกึ๋นทีมสร้างเลยว่า จะเดินเรื่องอย่างแนบเนียนจนจบได้ระดับไหน โดยเฉพาะเรื่องวิกฤติศรัทธาที่หากทำได้ไม่ดี หรือคนดูรู้สึกว่ามันเฟก หรือมนุษย์ยังพยายามน้อยไป แล้วอยู่ดีๆ ออโต้บ็อทส์ก็กลับมายืนข้างมนุษย์ เนื้อเรื่องก็จะยังคงความกลวงโหวเป็นภาคที่สามติดต่อกัน แต่สำหรับประเด็นนี้ ผมว่าเบย์สอบผ่านนะ ผมรู้สึกได้ล่ะว่ามนุษย์ได้พยายามจริงๆ ในการกู้ศรัทธาจากออโต้บ็อทส์คืนมา แม้ว่าเค้ด พระเอกของเรื่องจะอึดและเก่งเกินมนุษย์ไปหน่อยก็ตาม แต่ตามสไตล์ของเบย์แล้ว แม้จะสอบผ่านในจุดหนึ่งก็จะไปสอบตกในจุดอื่นๆ ที่เห็นได้ชัดเลยก็คือความพรวดพราดของบางซีน ที่หาที่มาที่ไปไม่ได้ แบบนี้คนดูก็คงไม่รู้ว่าจะคิดต่อยังไง จะเชื่อมโยงแบบไหน สิ่งที่เห็นจากภาพยนตร์มันแหว่งไปเสียดื้อๆ อย่างนั้น จุดนี้ผมก็ไม่แน่ใจนะว่าในบทสมบูรณ์มันมีที่มาที่ไปครบถ้วนแล้วไปถูกตัดเอาขั้นตัดต่อหรือเปล่า แต่ก็ถือเป็นความสะเพร่าของทีมสร้างอย่างฉกาจเลยล่ะ อีกส่วนหนึ่งที่คิดว่าเบย์ทำได้ไม่ดีเลย คือการให้ความกระจ่างเวลาเล่าฉากความเป็นมา ซึ่งเป็นส่วนที่สามภาคแรกทำได้ดีไม่มีที่ติเลย แต่ภาคนี้จะกลายเป็นซีนที่เข้ามาเพิ่มความตาแตกให้คนดู เพราะมันโผล่เข้ามาแบบนิดๆ หน่อยๆ คือแบบว่า เล่ายาวกว่านั้นหน่อยก็ได้ เอาแบบรู้เรื่องน่ะคุณเบย์

Production

อย่างแรกเลยคือการแสดงของตัวหลักกลุ่มครอบครัวของเค้ด ได้แก่ มาร์คในบทเค้ด, นิโคล่าในบทเทสซ่า และแจ็คในบทเชน แม้ผมจะชอบมิติตัวละครที่ถูกใส่มาในภาคนี้ ที่มันดูเรียลกว่าแซมในสามภาคแรก แต่ก็ยังอดผิดหวังไม่ได้ครับ เพราะสามคนที่ว่าแสดงกันไม่ดีเลย คนดูก็จับอารมณ์ตามไม่ค่อยถูก มาร์คนี่เล่นเหมือนมีหน้าเดียว เครียดๆ นิ่งๆ มันแทบทั้งเรื่อง จะมีช่วงบู๊นี่แหละที่ดูมันหน่อย (เล่นฉากพวกนี้มาเยอะ คงถนัดเป็นพิเศษ) นิโคล่ากับแจ็คก็มาแนวเดียวกันเลย คือช่วงครึ่งเรื่องแรกค่อนข้างผิดหวังและน่าเบื่อ ไม่ค่อยเห็นอารมณ์ เอาแต่พูดตามบท แต่มาดูมีอินเนอร์หน่อยในช่วงครึ่งหลัง ก็ถือว่ายังดีกว่าเป็นแบบเดิมไปตลอดทั้งเรื่อง ภาคนี้ผมกลับชอบตัวโกงอย่างเคล์ซีในบทฮาโรลด์ ที่แสดงบทข้าราชการที่มีงานบังหน้าและผลประโยชน์เป็นเบื้องหลังได้ดีและดูชั่วจริงๆ ไหนจะตัวสมทบที่แทบจะกลายเป็นตัวเอกอย่างสแตนลีย์ในบทโจชัว ที่ดูก็รู้ว่าเอามาแทนบทของซีมัวร์จากสามภาคแรก แต่ผมว่าสแตนลีย์เล่นได้มีสไตล์มากกว่า และน่ารำคาญน้อยกว่าด้วย แม้จะอัดมุขที่เกินความจำเป็นมาซะเยอะ แต่ก็ยังพอจะให้อภัยได้ (ถ้าเป็นฝรั่งจะฮากว่านี้ไหมนะ) อีกอย่างหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือหน้าตาของล็อคดาวน์ ไม่รู้ไปแค็ปโมชั่นจากหน้าใครมาหรือเปล่า แต่ทำหน้าพี่แกได้ดูสามานดีจริงๆ อันนี้ชอบ

ส่วนต่อมาที่ต้องบอกว่าเขียนได้เฉพาะหนังเรื่องนี้เลย คือการออกแบบจักรกลและร่างแฝงของแต่ละตัว เอาฝั่งออโต้บ็อทส์ก่อนแล้วกัน ผมรู้สึกว่าปริมาณในออโต้บ็อทส์ในภาคนี้โดยไม่รวมพวกไดโนบ็อทส์นั้นน้อยไปนิด คือมันเท่าภาคแรกเลย (5 ตัว) คือไหนๆ ก็ฆ่าตัวละครไปเปล่าๆ ปลี้ๆ ตอนครึ่งเรื่องแรกตั้ง 2 ตัว น่าจะเพิ่มจำนวนออโต้บอทส์สักนิดแล้วมาฆ่าทิ้งตอนครึ่งท้ายบ้าง น่าจะทำให้ดูเรียลขึ้นหน่อย (น… นี่ข้าพูดอะไรออกไปเนี่ย) เพราะไอ้ตอน 2 ออโต้บ็อทส์กับ 1 มนุษย์เดินดิน ยันกับพวกหุ่นทรานส์ฟอร์เมี่ยม 50 ตัวเนี่ย มันเวอร์มาก น่าตายสุดๆ ส่วนฝั่งหุ่นทรานส์ฟอร์เมี่ยมก็ตลาดมาก เยอะจนรู้สึกเกะกะและกระจอกสุดๆ คือจำนวนน้อยกว่านี้ แต่เก่งขึ้นมาหน่อยก็ยังพอรับไหวกว่าการยัดเยียดจำนวนมหาศาลขนาดนี้เข้ามาในหนัง ไปที่เรื่องการดีไซน์กันต่อ ดีใจมากที่ภาคนี้ไพรม์กับบีได้ร่างใหม่ซะที เบื่อร่างออพติมัสตัวเดิมมาก ภาคนี้ดูเป็นอัศวินดี เท่โคตรบิดรมารดา แต่ลุงฮาวด์น่าจะหารถเท่ๆ ให้แกบ้าง (แม้ไอ้รถหุ้มเกราะแบบนั้นมันจะดูเหมาะก็เถอะ แต่ดูเป็นลูกเมียน้อยชอบกล) ส่วนพลร่มครอสแฮร์สกับดริฟท์ที่เป็นแปลงได้สามร่างนี่ก็เท่ทะลุกราฟไปเลย ชอบครอสแฮร์สตรงที่ออกแบบให้เหมือนมีผ้าคลุมด้านหลัง ดูคลาสสิคมาก ส่วนดริฟท์ที่แม้จะดูแอดดิคความเป็นญี่ปุ่นมากไปหน่อย แต่พอแปลงเป็นเฮลิคอปเตอร์เท่านั้นแหละ คือร่าง ฮ. เฮียสวยโคตรๆ ในสีฟ้าดำ ต่อมาก็คงจะเป็นกัลวาทรอน ออกแบบได้หน้าตาชั่วร้ายดี เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่ามันเท่แบบชาวโลก หลังจากสามภาคแรกคงสภาพแบบชาวไซเบอร์ทรอนมาตลอด สุดท้ายสำหรับการออกแบบหุ่นก็คือส่วนของไดโนบ็อทส์ แม่เจ้า ขนาดหรือนั่นน่ะ นอกจากจะใหญ่สะใจแล้ว การแปลงร่างก็ซับซ้อนและดูโบราณๆ ดี เข้ากับความเป็นตำนานของไดโนบ็อทส์ อ้อ ชอบท่าไม้ตายกลิ้งๆ ของตัวหนามอ่ะ ชื่ออะไรนะ “สคอร์น” ถ้าเรียกไม่ผิด เข้าใจว่าเพิ่มเข้ามาเพื่อหนังเรื่องนี้เลย ท่าไม้ตายดูน่าจะ “เจ็บ” มาก ทะลุอ่ะ พูดเลย

กลับมาเรื่องโปรดักชั่นจริงๆ กันต่อ ส่วนต่อไปที่จะพูดถือก็คือการลำดับภาพครับ เอ่อ ตัดไวอะไรขนาดนั้น ยิ่งดูไม่ค่อยทันอยู่ ถึงแม้ว่ามันจะดูเรียล เพราะถ้ามีหุ่นแบบนี้จริงๆ คงไม่มีมานั่งแปลงร่างช้าๆ ก็จริง แต่แหม สโลว์ลงสักนิดก็ดีนะครับ ฉากไหนที่ไม่ได้อยู่ระหว่างต่อสู้น่ะ จะได้เห็นเต็มๆ ตาหน่อย ทีบางฉากล่ะแหม ลูปให้ดูซะหลายรอบเชียว ไม่ได้อยากเห็นบ่อยขนาดนั้นสักหน่อย บางซีนที่ควรเน้นก็ไม่เน้นอีกแน่ะ ใครดูไม่ทันนี่งงตาแตกแน่ๆ เช่น ตอนที่ออพติมัสไปดึงดาบ แล้วร่างกายเปลี่ยนไปนิดหน่อย คนไม่ได้สนใจจริงๆ ก็จะไม่เห็นเลยนะครับ (และจะงงต่อมาในซีนสุดท้ายที่ไพรม์เหิรฟ้า) สรุปคือจังหวะการลำดับภาพยังต้องปรับหน่อยครับ แต่ถ้าพูดถึงเรื่องเทคนิคพิเศษนี่ เต็มเหนี่ยวจริงๆ ครับ ติไม่ถูกเลย จัดเต็มมาซะขนาดนี้ ผมจะติที่มันเยอะเกินก็จะดูประหลาดไปจริงไหม เอาเป็นว่าหนังเรื่องนี้คุ้มค่าเงินเต็มๆ เพราะเทคนิคพิเศษนี่แหละ สุดท้ายก็จะเป็นเรื่องเพลงประกอบ ก็เดิมๆ ครับ ตามสไตล์หนังแอ็คชั่น-วิทยาศาสตร์ล้างผลาญ เน้นกลองเร้าๆ เป็นส่วนใหญ่ น่าแปลกใจที่เรื่องนี้มีธีมด้วยนะ แต่ได้ยินครั้งหรือสองครั้งเองมั้ง ใช้ไม่ค่อยคุ้มเลย แต่ที่ต้องยกย่องนี่คงต้องเป็นเพลง Battle Cry ของวง Imagine Dragons เพลงหลัก (ที่มีคนร้อง) ของภาคนี้ครับ มันเข้ากับหนังมากแบบแงะไม่ออก และเบย์เอาไปใช้ในเรื่องบ่อยมากจนแทบจะกลายเป็นธีมจริงๆ ของเรื่องไปแล้ว ถือว่าเพลงนี้ทำให้หนังได้อารมณ์ขึ้นเยอะครับ ขอชื่นชม

Conclusion

ภาพยนตร์เรื่องนี้ จงไปดูเอามันเถอะครับ ซึมซับแค่เนื้อเรื่องหลักๆ ไปก็พอ จุดไหนที่มันพลาดชัดจริงๆ ก็จำไว้ แต่พยายามอย่าไปจับผิดทุกรายละเอียด เดี๋ยวชีวิตจะไม่มีความสุข เพราะถ้าคุณไปดูเอามันนะ ก็ถือว่าคุ้มค่าเงินอยู่พอตัวเลยล่ะ เสียดายว่าเดิมตั้งใจจะดูในระบบ 4DX หรือไม่ก็ IMAX 3D แต่เมื่อวันอาทิตย์คนเยอะจริงๆ และก็อยากดูมากๆ ด้วย เลยยอมดูในระดับ Digital 3D ธรรมดา ใครไปดู 4DX หรือ IMAX 3D มา ได้ฟีลอย่างไรก็มาเล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ สุดท้าย ถามว่าหนังพลาดโน่นพลาดนี่ แล้วถ้ามีภาคต่อไปจะเสียตังค์ไปดูอีกไหม “ดูครับ!”

What's your reaction?
Love
0%
Bad
0%
Wow
0%
Meh
0%
Cool
0%
Hate
0%
Evil
0%
About The Author
Pichaet Tang-on
Pichaet Tang-on
นักนิเทศศาสตร์ วิทยากร นักเขียนมือใหม่ ทาสแมว และบล็อกเกอร์ เชี่ยวชาญในสาขาวาทนิเทศ (การสื่อสารมนุษย์) โดยเฉพาะการสื่อสารผ่านสื่อและการฝึกอบรม เจ้าระเบียบ กรอบจัด ไม่ถนัดอินดี้ ชอบเสพสื่อแมสและสื่อดิจิทัล รักการดูหนังบล็อกบัสเตอร์ ปลื้มเพลงโซลและอาร์แอนด์บี เป็นสาวกไมโครซอฟท์

Leave a Reply