Reviews
Now Reading
X-Men: Days of Future Past (2014)
157 158 0
Review

X-Men: Days of Future Past (2014)

by May 29, 2014
ย้อนอดีต พลิกชะตา และรีเซ็ต!
Overview
Title

X-Men: Days of Future Past
X-เม็น สงครามวันพิฆาตกู้อนาคต

Rating

PG-13 (MPAA)

Runtime

131 นาที

Genres

แอ็คชั่น, ผจญภัย, แฟนตาซี, วิทยาศาสตร์

Storyline

โลกกำลังเสื่อมโทรม หุ่นยนต์เซนติเนล มาร์คเอ็กซ์ ได้ไล่ล่า เข่นฆ่า และจับกุม ทั้งมนุษย์กลายพันธุ์ มนุษย์ที่มียีนแฝง และมนุษย์ที่ให้ความช่วยเหลือสองกลุ่มแรก สายพันธุ์มนุษย์ทั้งเก่าใหม่ใกล้สูญสิ้น แต่ทุกอย่างย่อมมีจุดเริ่มต้น เหล่าเอ็กซ์เม็นจากโลกอนาคต (ค.ศ. 2023) จึงต้องรวมพลังกันอีกครั้ง พร้อมส่งวูล์ฟเวอรีนย้อนกลับไปครึ่งศตวรรษ เพื่อดำเนินแผนการยับยั้งสงครามอันเลวร้ายครั้งนี้ ก่อนที่มันจะเริ่มต้น

Director

Bryan Singer

Producer

Lauren Shuler Donner
Bryan Singer
Simon Kinberg
Hutch Parker

Writer

Simon Kinberg (บทและเนื้อเรื่อง)
Matthew Vaughn (เนื้อเรื่อง)
Jane Goldman (เนื้อเรื่อง)

Composer

John Ottman

Cast

Hugh Jackman เป็น Logan/Wolverine (โลแกน/วูล์ฟเวอรีน)
James McAvoy เป็น Charles Xavier/Professor X (ชาร์ลส์ เซเวียร์/ศาสตราจารย์ เอ็กซ์)
Patrick Stewart เป็น Charles Xavier/Professor X (ชาร์ลส์ เซเวียร์/ศาสตราจารย์ เอ็กซ์)
Michael Fassbender เป็น Erik Lehnsherr/Magneto (เอริค เลห์นเชอร์/แม็กนีโต)
Ian McKellen เป็น Erik Lehnsherr/Magneto (เอริค เลห์นเชอร์/แม็กนีโต)
Jennifer Lawrence เป็น Raven Darkhölme/Mystique (เรเว่น ดาร์คโฮล์ม/มิสทีก)
Nicholas Hoult เป็น Hank McCoy/Beast (แฮงค์ แม็คคอย/บีสต์)
Peter Dinklage เป็น Dr. Bolivar Trask (ดร.โบลิวาร์ ทราสก์)
Josh Helman เป็น Maj. Bill Stryker (พ.ต.บิล สไตรเกอร์)
Evan Peters เป็น Peter Maximoff/Quicksilver (ปีเตอร์ แม็กซิมอฟ/ควิกซิลเวอร์)
Halle Berry เป็น Ororo Munroe/Storm (โอโรโร่ มอนโร/สตอร์ม)
Ellen Page เป็น Kitty Pryde/Shadowcat (คิตตี้ ไพรด์/ชาโดว์แคท)
Shawn Ashmore เป็น Bobby Drake/Iceman (บ็อบบี้ เดรก/ไอซ์แมน)
Omar Sy เป็น Lucas Bishop/Bishop (ลูคัส บิชอป/บิชอป)

Studio

20th Century Fox
Marvel Entertainment
Bad Hat Harry Productions
The Donners' Company

Distributor

20th Century Fox

Release Date

22 พฤษภาคม 2557 (ประเทศไทย)
23 พฤษภาคม 2557 (สหรัฐอเมริกา)

Watched

24 พฤษภาคม 2557 (Digital 3D)

Positives

รวมนักแสดงชั้นนำคับคั่งทั้งไลน์เก่าไลน์ใหม่ บทภาพยนตร์สุดยอดและแนบเนียน ช่วยประสานเรื่องราวกับภาคอื่นๆ อย่างสมเหตุสมผล นักแสดงนำถ่ายทอดบทบาทได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะซีนอารมณ์ซึ่งมีเยอะในภาคนี้ ซีนต่อสู้ในโลกอนาคตมันถึงใจ ลำดับภาพและเทคนิคพิเศษแทบจะไร้ที่ติ เพลงประกอบอลังการ

Negatives

ตัวร้ายทั้งสองคน (ดร.โบลิวาร์ ทราสก์ กับ พ.ต.บิล สไตรเกอร์) แสดงแข็งไปนะ ร้ายกว่านี้อีกนิดจะเป็นดี บทที่ส่งให้สองคนนี้ก็ไม่ส่งให้คนดูมีอารมณ์ร่วมเกลียดพวกเขาสักเท่าไหร่ การตัดฉากจากที่โชว์ช่วงเวลาหนึ่งไปนานๆ (เช่น โชว์อดีตไปนานๆ แล้วตัดไปอนาคต) น่าจะออกแบบทรานซิชั่นทางเทคนิคภาพใส่เข้าไปบ้าง

Rating
Our Rating
Script
A+
Acting
A-
Editing
A-
Effects
A+
Music
A
Bottom Line

เป็นภาพยนตร์สุดมันอีกเรื่องที่คงถูกใจสาวกเอ็กซ์เม็นอย่างแน่นอน หนังทำออกมาได้ถึงอารมณ์ มีความพิถีพิถัน หาจุดบอดจุดพลาดแทบไม่เห็น ควรรีบไปดูก่อนออกจากโรง คอนเฟิร์ม!

A
Our Rating
You have rated this

Full Article

ในที่สุดภาพยนตร์ที่แฟนๆ เอ็กซ์เม็นทั่วโลกรอคอย ก็ลงโรงฉายไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วอย่างเป็นทางการ ภาคนี้ได้ผู้กำกับไบรอัน ซิงเกอร์ ผู้กำกับดั้งเดิมของภาพยนตร์ 2 ภาคแรก คือ X-Men และ X2: X-Men United ที่เป็นหนังสร้างชื่อของภาพยนตร์ชุดนี้ กลับมานั่งแท่นกำกับเต็มตัว หลังจากรีเทิร์นมาเป็นโปรดิวเซอร์ตั้งแต่ภาคที่แล้ว (X-Men: First Class) ซึ่งเราคงจำกันได้ว่าตอนท้ายภาคที่แล้วนั้น ชาร์ลส์ เซเวียร์ ถูกกระสุนเจาะเข้าสันหลังจนเป็นอัมพาตไปครึ่งตัวและต้องนั่งรถเข็น ทำให้เรื่องเดินได้หรือไม่ได้นี้ไปขัดกับภาพยนตร์ภาคก่อนหน้าอย่าง X-Men: The Last Stand และ X-Men Origins: Wolverine ที่เราได้เห็นศาสตราจารย์ เอ็กซ์ ยังคงเดินได้อยู่ ทั้งที่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทีหลัง งานนี้ไบรอันผู้กำกับภาคล่าสุดจึงต้องทำงานหนักในการเขียนเนื้อเรื่องสนับสนุนเหตุการณ์ในภาคอื่นๆ ที่เขาไม่ได้กำกับให้สอดคล้องกัน

Screenplay

Spoiler Alert

ในภาคนี้เป็นเหตุการณ์คู่ขนานระหว่างโลกอนาคตในปี 2023 และโลกอดีตในปี 1973 โดยมีเหตุการณ์สำคัญที่เป็นจุดเริ่มต้นของการล่าล้างมนุษย์กลายพันธุ์ในโลกอนาคต (รวมถึงมนุษย์ที่มียีนมนุษย์กลายพันธุ์แฝงอยู่และมนุษย์ที่ให้ความช่วยเหลือมนุษย์กลายพันธุ์) คือเหตุการณ์ลอบสังหาร ดร.โบลิวาร์ ทราสก์ ผู้พัฒนาอาวุธไล่ล่ามนุษย์กลายพันธุ์อย่าง เซนติเนล มาร์ควัน ในปี 1973 โดยฝีมือของเรเว่น ดาร์กโฮล์ม หรือมิสทีก มนุษย์กลายพันธุ์คนสำคัญที่สามารถจะเปลี่ยนร่างเป็นใครหรืออะไรก็ได้ ซึ่งแม้เธอจะลอบสังหารทราสก์ได้สำเร็จแต่ก็ถูกจับได้ และถูกนำตัวที่มีความพิเศษทางพันธุกรรมของเธอไปวิจัยและทดลองโดยรัฐบาล จนสำเร็จออกมาเป็นหุ่นยนต์ไล่ล่า เซนติเนล มาร์คเอ็กซ์ ที่ปฏิบัติการกวาดล้างมนุษย์กลายพันธุ์จนแทบสูญพันธุ์ พร้อมทิ้งความเสียหายหนักหน่วงแก่โลกใบนี้ด้วย

เหล่าเอ็กซ์เม็นได้ตัดสินใจใช้พลังที่พัฒนาขึ้นของคิตตี้ ไพรด์ ในการส่งจิตของคนไปยังร่างในอดีต วูล์ฟเวอรีนตื่นขึ้นในร่างตัวเองเมื่อปี 1973 ตอนที่เขายังไม่มีแร่อาดามันเทียมอยู่ในตัว วูล์ฟเวอรีนเดินทางไปพบชาร์ลส์ที่เดินได้ด้วยเซรั่มที่แฮงค์ทำขึ้น (แต่เซรั่มมีฤทธิ์กดพลังเอาไว้ด้วย) แฮงค์เองก็ฉีดเซรั่มเพื่อไม่ให้ตัวฟ้าตลอดเวลา วูล์ฟเวอรีนเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในอนาคตให้ฟัง เกลี้ยกล่อมให้ชาร์ลส์ร่วมมือกันยับยั้งมิสทีก พวกเขาเดินทางไปช่วยเอริก (แม็กนีโต) ออกจากคุกในตึกกลาโหมสหรัฐฯ ด้วยความช่วยเหลือของควิกซิลเวอร์ แต่เอริกกลับคิดถึงขนาดจะจบชีวิตมิสทีก ทว่าเธอหนีรอดจากเงื้อมมือของเอริกไปได้อย่างหวุดหวิด เอริกเองก็แยกทางกับชาร์ลส์เพราะเขามีแผนของตัวเอง ทั้งหมดจึงต้องร่วมกันหยุดทั้งเอริกและมิสทีก ในขณะเดียวกัน โลกอนาคตก็ร่วมกันต่อสู้เพื่อปกป้องร่างของวูล์ฟเวอรีนไว้ให้ได้นานที่สุด

อย่างที่เกริ่นเอาไว้แต่แรกล่ะนะครับ ว่าเนื้อเรื่องในภาคเฟิร์สคลาสบางอย่างดันไปขัดกับภาคอื่นๆ เข้า เรื่องที่ดูจะใหญ่หลวงเลยคือการที่ศาสตราจารย์ เอ็กซ์ ยังเดินได้ในภาคลาสต์สแตนด์และวูล์ฟเวอรีนภาคแรก (ที่โผล่มาแว๊บเดียวตอนมารับพวกไซคลอปส์) ซึ่งไบรอันก็แก้ไขด้วยการให้แฮงค์หรือบีสต์ สร้างเซรั่มคล้ายๆ กับที่เขาเองใช้กดยีนกลายพันธุ์ แถมใส่ลูกเล่นที่ว่าถ้าเดินได้ก็ใช้พลังไม่ได้ลงไปด้วย ทำให้เราพอเข้าใจได้ว่าทำไมศาสตราจารย์เอ็กซ์ ถึงไม่ยอมเดินในช่วงเวลาหลังจากนั้น และถือเป็นความโชคดีที่ภาคลาสต์สแตนด์ได้ปูทางบางอย่างเอาไว้ อย่างการฟื้นพลังของแม็กนีโต และการที่ศาสตราจารย์เอ็กซ์รอดชีวิตจากพลังฟีนิกซ์ของจีน เลยไม่ต้องมานั่งอธิบายเพิ่ม ส่วนเรื่องเล็กๆ น้อยๆ บางอย่างก็ถือว่าพอจะถัวๆ ไปได้ล่ะนะ อย่างน้อยไบรอันก็ทำให้เรื่องราวในทุกภาคพอจะจูนกันติดแล้ว ให้ผ่าน!

Spoiler Alert

จุดเด่นที่น่ายกย่องของบทภาพยนตร์ในภาคนี้ คือการให้น้ำหนักความสำคัญอย่างสมดุลของตัวละครต่างๆ อย่างกลุ่มเอ็กซ์เม็นในโลกอนาคต ที่แม้จะมีแค่ภารกิจในการปกป้องร่างวูล์ฟเวอรีน (และบิชอปในตอนต้นเรื่อง) แต่ก็ทำให้เรารู้สึกได้ถึงความหนักหน่วงของช่วงเวลา และความหวังที่ฝากไว้ในโลกอดีต โดยเฉพาะศาสตราจารย์เอ็กซ์และแม็กนีโตที่รู้สึกเสียดายวันเวลาที่เสียเวลาสู้กัน กลุ่มมนุษย์กลายพันธุ์สมทบอย่าง ไอซ์แมน สตอร์ม บิชอป บลิงค์ ซันสปอต วอร์พาร์ท และโคลอสซัส แม้จะไม่ค่อยมีบทสักเท่าไหร่ แต่ก็มีฉากบู๊ล้างผลาญและตายอย่างอเนจอนาถมาแทน (มันดีไหมเนี่ย) แถมส่วนใหญ่ได้ตายสองรอบอีกต่างหาก ส่วนโลกอดีตนั้น น้ำหนักบทจะทิ้งไปที่ชาร์ลส์และมิสทีกเป็นหลัก เพราะซีนอารมณ์เยอะและหนักมาก จนแม็กนีโต วูล์ฟเวอรีน และแฮงค์ ต้องไปเน้นฉากบู๊เป็นหลัก แม็กนีโตในอดีตเองก็ได้ยกของใหญ่อีกแล้วครับพี่น้อง หลังจากในภาคลาสต์แสตนด์ได้ยกสะพานโกลเด้นเกทมาแล้ว มาภาคนี้ได้ยกสเตเดี้ยม ยกรางรถไฟ ยกเซนติเนล ไม่รู้ว่าภาคหน้าจะได้ยกอะไรอีก ขยันจริงๆ

มนุษย์กลายพันธุ์ในภาคนี้ที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดคนหนึ่ง แม้จะโผล่มาช่วงเดียวคือตอนไปช่วยแหกแม็กนีโตออกจากคุก นั่นก็คือปีเตอร์ แม็กซิมอฟ หรือควิกซิลเวอร์นั่นเอง แม้จะมีบทเป็นตัวสมทบแต่ตัวละครนี้กลับเด่นมากมาย เนื่องจากฉากแสดงพลังของเขาที่ถูกทำออกมาอย่างโดดเด่น ซึ่งฉากลักษณะนี้เป็นอีกความถนัดหนึ่งของไบรอัน และเราก็เคยเห็นซีนลักษณะเดียวกันมาแล้วจากภาค X2 ในตอนเปิดตัวไนท์ครอว์เลอร์นั่นเอง แต่ด้วยเทคโนโลยีในการถ่ายทำที่พัฒนาขึ้น ทำให้สามารถถ่ายด้วยความเร็วสูงลิบ และส่งให้ภาพที่ออกมาโคตรสโลว์สุดขีด พอมาผนวกกับเทคนิคพิเศษ จึงทำให้ซีนนี้กลายเป็นซีนสุดเพอร์เฟ็คของภาคนี้ไปเลย ซึ่งตามกระแสที่มีการพูดถึงกันนั้น ไบรอันตั้งใจจะให้ภาคนี้เป็นการเปิดตัวควิกซิลเวอร์อย่างเป็นทางการ (จึงทุ่มเทกับซีนนี้มาก) ก่อนที่เขาจะมีบทที่มากขึ้นในภาคหน้า X-Men: Apocalypse

ภาคนี้นอกจากตัวร้ายหลักอย่าง ดร.โบลิวาร์ ทราสก์ ที่เห็นมนุษย์กลายพันธุ์เป็นภัยอย่างใหญ่หลวงต่อมนุษยชาติที่ถือสปีชีส์เดิม (โฮโม เซเปียนส์) จนพัฒนาเครื่องตรวจจับ เครื่องกดพลังกลายพันธุ์ ไปจนถึงหุ่นยนต์รบสังหารอย่างเซนติเนล มาร์ควัน (ซึ่งเราจะเห็นในโลกอดีตปี 1973 ส่วนมาร์คเอ็กซ์ในโลกอนาคตนั้นพัฒนาโดยรัฐบาลหลังจากทราสก์ถูกลอบสังหารด้วยการดัดแปลงรูปแบบการกลายพันธุ์ของมิสทีก) เราก็จะยังได้เห็นตัวร้ายตลอดกาลของวูล์ฟเวอรีนอย่าง พ.ต.บิล สไตรเกอร์ หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ วิลเลี่ยม สไตรเกอร์ ตัวร้ายหลักจาก X2 และวูล์ฟเวอรีนภาคแรก แต่ในภาคนี้อายุยังไม่เยอะ น่าจะราวๆ 30 นิดๆ ลูกชายของเขาที่เป็นมนุษย์กลายพันธุ์น่าจะยังไม่ทันแสดงพลังด้วยซ้ำ ไม่อย่างนั้นคงได้เห็นเขาแสดงความเคียดแค้นมนุษย์กลายพันธุ์มากกว่านี้ ภาคนี้แค่ดูนิ่งๆ และปฏิบัติหน้าที่สนับสนุนทราสก์เท่านั้น

Production

ด้านการผลิตงาน เริ่มต้นกันด้วยการลำดับภาพครับ บอกได้คำเดียวเลยครับว่าเจ๋งมาก ตัดให้ได้ลุ่นได้ตื่นเต้นตลอดเรื่อง ยิ่งช่วงท้ายๆ ยิ่งลุ้น แต่เวลาสลับระหว่างอดีตกับอนาคต หลังจากที่ฉายช่วงเวลาหนึ่งมาแล้วนานๆ อยากให้ออกแบบทรานซิชั่นเข้าไปหน่อยจะเป็นดี ถึงแม้สภาพแสงจะบ่งบอกช่วงเวลาอยู่แล้ว แต่ก็อยากให้สลับอย่างเนียนๆ จะดูดีกว่านี้ล่ะเน้อ ต่อไปขอข้ามมาพูดถึงเพลงประกอบก่อนแล้วกัน เพราะส่วนอื่นทั้งเทคนิคพิเศษและการแสดงท่าทางจะยาว เพลงประกอบภาคนี้ได้จอห์น อ๊อตแมน ผู้ที่เคยทำเพลงให้กับภาค X2 กลับมารับผิดชอบงานในส่วนนี้อีกครั้ง ดังนั้นจึงไม่ต้องสงสัยเลย หากท่านไปนั่งดูเอ็กซ์เม็นภาคนี้แล้วได้ยินธีมเพลงที่คุ้นเคย เพราะอ๊อตแมนยกเมโลดี้เดิมจาก X2 มาทำใหม่นั่นเอง ซึ่งสำหรับผมแล้วถือเป็นเสน่ห์ที่สุดยอดครับ เนื่องจากอ๊อตแมนทำธีมของ X2 ไว้ดีมาก และติดหูมาจนทุกวันนี้

มาร่ายยาวกันต่อกับเรื่องของการแสดง ภาคนี้เนี่ย ขอยกความสุดยอดสูงสุดด้านการแสดงให้เจมส์ แม็คอะวอย เพราะพี่แกสามารถจับบทบาทของชาร์ลส์ เซเวียร์ ในช่วงที่โคตรสิ้นหวังและถ่ายทอดออกมาได้ดีมากๆ ฉากที่เจ๋งที่สุดของเขาในภาคนี้ ก็ต้องยกให้ซีนเซเรโบรครับ ซึ่งมีความต่อเนื่องกับซีนที่ชาร์ลส์เข้าไปในหัวของวูล์ฟเวอรีนแล้วก้าวข้ามไปสู่โลกอนาคต จนเราได้เห็นชาร์ลส์ เซเวียร์ สองยุคคุยกันเอง ซึ่งเป็นซีนอารมณ์มาเต็ม และถือเป็นความฉลาดของทีมสร้าง เพราะเป็นซีนที่เกินความคาดหวัง เซอร์แพทริคและเซอร์เอียนก็สามารถส่งบทให้กันได้ดีมากๆ ดูเหนื่อยล้าตามบทที่ต้องผ่านการต่อสู้และเอาตัวรอดมาอย่างโชกโชน บรรดามนุษย์กลายพันธุ์สมทบทั้งหลาย แม้จะไม่ได้มีบทมากนัก (ยกเว้นเอลเลนกับชอว์น ที่ได้โผล่หน้าเยอะหน่อย) แต่แค่ฉากบู๊ล้างผลาญพวกนั้นก็กินขาดแล้วครับ

เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ ในบทของมิสทีก ภาคนี้ได้แสดงเป็นตัวหลักแถวหน้า ที่มีทั้งบทอารมณ์และบทบู๊ครบถ้วน เจนนิเฟอร์แสดงเจ๋งกว่าภาคเฟิร์สคลาสมาก เพราะภาคก่อนเธอดูแข็งๆ และแสดงอารมณ์ได้ไม่ค่อยถึงสักเท่าไหร่ แต่ภาคนี้ร้องเป็นร้อง ซึมเป็นซึม เคืองเป็นเคือง ดูดีไปหมดทุกซีน ซีนอารมณ์อย่างตอนที่มิสทีกไปเปิดเจอแฟ้มงานทดลองของทราสก์และพบว่าแบนชี ไวท์ควีน (เอ็มม่า) อาซาเซล และแองเจิล ถูกจับเอาตัวไปทดลองเพื่อพัฒนาอุปกรณ์ของทราสก์ แม้จะไม่ทราบชะตากรรม แต่ดูจากรูปในแฟ้มแล้วเข้าใจว่าตายเรียบ เจนนิเฟอร์ก็สามารถถ่ายทอดความกดดันและอัดอั้นออกมาพร้อมน้ำตาได้อย่างถึงอารมณ์ ส่วนไมเคิล แฟสเบนเดอร์ ในบทแม็กนีโต ก็ยังสามารถแสดงได้ร้ายอย่างเสมอต้นเสมอปลาย (ชมนะเนี่ย) แต่ที่ดูจะเสมอต้นเสมอปลายตัวจริง คงหนีไม่พ้นฮิวจ์ แจ็คแมน ก็แหม กี่ภาคเข้าไปแล้วล่ะรายนั้น

มาลุยเรื่องเทคนิคพิเศษกันต่อ (ทำไมรีวิวอันนี้ตูเขียนยาวจังน้า… เหนื่อย) เทคนิคพิเศษนี่ไม่รู้จะติอะไรจริงๆ จัดหนักจัดเต็ม เพอร์เฟ็คกันทุกพลังของทุกตัวละคร โดยเฉพาะฉากต่อสู้ในโลกอนาคต ทั้งเอฟเฟกต์ของฝ่ายเซนติเนลและฝ่ายเอ็กซ์เม็นนั้นอลังการสุดๆ เอ็กซ์เม็นแต่ละคนก็ได้ปล่อยพลังกันเต็มเหนี่ยวสมความคาดหวัง แถมงานนี้ได้แม็กนีโตมาแจมด้วย เอาสิ (ผมดีใจอย่างประหลาดที่เห็นเซอร์เอียนยังบู๊ไหว) แต่เอาจริงๆ ผมประทับใจฉาก “ตาย” ของเหล่าเอ็กซ์เม็นมากกว่า (โรคจิตนะเนี่ยเรา) ทั้งตอนต้นเรื่องและท้ายเรื่อง ออกแบบการตายได้อเนจอนาถถึงใจดีแท้ ส่วนของโลกอดีตก็เจ๋งไม่แพ้กัน ที่ติดตาตรึงใจคงต้องยกให้ซีนยกสเตเดี้ยมและซีนกระชากลากถูบังเกอร์ใต้ดินของแม็กนีโต พลังคุณท่านโหดมากให้ผ่าตาย ไหนพี่ท่านจะต้องบังคับหุ่นเซนติเนลตั้งหลายตัวในเวลาเดียวกันด้วย เวอร์จริงๆ

Conclusion

เอาเป็นว่าใครดูแล้ว ก็ขอแสดงความยินดีด้วยที่ท่านไม่พลาดหนังดี หนังมันสุดยอดแบบนี้ ใครที่ยังไม่ได้ดูก็คิดว่ายังพอมีเวลาเหลืออยู่บ้างในช่วงสัปดาห์ที่ 2 ของการฉายอย่างตอนนี้ แต่ก็อย่าชะล่าใจและรีบๆ ไปชมกันหน่อย เพราะช่วงนี้มีกลุ่มหนังทำเงินเรียงคิวเตรียมเข้าถล่มบ็อกซ์ออฟฟิศบ้านเราเพียบ แถมสัปดาห์ที่ต่อเนื่องหลังจาก X-Men: Days of Future Past ดันเป็นภาพยนตร์สำคัญที่คนไทยรอมาเนิ่นนานอย่าง ตำนานสมเด็กพระนเรศวรมหาราช ภาคยุทธหัตถีอีกด้วย รับรองว่าโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศจัดคิวโรงเทให้เรื่องนี้แน่นอน ดังนั้นถ้าไม่รีบ ก็อย่าหาว่าหมีไม่เตือนนะ

What's your reaction?
Love
0%
Bad
0%
Wow
0%
Meh
0%
Cool
0%
Hate
0%
Evil
0%
About The Author
Pichaet Tang-on
Pichaet Tang-on
นักนิเทศศาสตร์ วิทยากร นักเขียนมือใหม่ ทาสแมว และบล็อกเกอร์ เชี่ยวชาญในสาขาวาทนิเทศ (การสื่อสารมนุษย์) โดยเฉพาะการสื่อสารผ่านสื่อและการฝึกอบรม เจ้าระเบียบ กรอบจัด ไม่ถนัดอินดี้ ชอบเสพสื่อแมสและสื่อดิจิทัล รักการดูหนังบล็อกบัสเตอร์ ปลื้มเพลงโซลและอาร์แอนด์บี เป็นสาวกไมโครซอฟท์

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.