Writings
Now Reading
บัลลังก์สิ้นแสง: สี่ (30%)
0

บัลลังก์สิ้นแสง: สี่ (30%)

by P.ParitJuly 24, 2016

เซมัสเดินทอดน่องผ่านสนามหญ้าเขียวชอุ่มในยามรุ่งสางของวันต่อมา เมื่อคืนเขาได้นอนพักอย่างเต็มอิ่ม ต้องขอบคุณพลังเวทอันรุนแรงของพ่อมดเฒ่าคอสม่าผู้เป็นอาจารย์ และยานอนหลับแบบผงของลิเนร่าผู้เป็นคนรัก รอยบอบช้ำตามตัวที่ได้จากการประลองยังไม่หายสนิท แต่เขาเกลียดกลิ่นฉุนของสมุนไพรในหอยาและห้องพักฟื้น ขอลากสังขารกลับไปนอนที่บ้านไม้หลังสุดท้ายยังจะดีเสียกว่า

ในค่ายฝึกที่ฮาราร์ท องครักษ์ฝึกหัดจะมีบ้านไม้หลังเล็กๆ เป็นที่พักของแต่ละคน ปลูกอยู่ริมค่าย ใกล้ทางออกฝั่งที่ติดกับปราสาท จัดวางเป็นสองแถวหันหน้าเข้าหากัน ส่วนบ้านไม้หลังสุดท้ายซึ่งเป็นของเซมัสนั้นจะตั้งอยู่ด้านในสุด เป็นบ้านที่อยู่ตรงกลางระหว่างสองแถวและหันหน้าไปสู่ทางออกของชุมชนองครักษ์ฝึกหัดแห่งนี้

ไม่ค่อยมีใครรู้สึกอบอุ่นที่ต้องมาอยู่ที่นี่ ไม่มีครอบครัวคอยดูแล ต้องรับผิดชอบตัวเองทุกอย่าง อาจารย์หลายคนก็เคี่ยวเข็ญศิษย์ของตัวเองจนเกินขอบเขตไปเสียทุกเรื่อง ความโหดที่ทำให้เซมัสรู้สึกว่าการมีคอสม่าเป็นอาจารย์ของตัวเองนั้นดีกว่าเยอะ แต่เซมัสก็ยังคงเห็นเพื่อนๆ รักอาจารย์ของตัวเองดี โดยที่ไม่รู้ว่ารักจริงๆ หรือรักแค่ต่อหน้า ทำยังไงได้ ก็อาจารย์คือทางเลือกหนึ่งเดียวที่พวกเขามีนี่

เขาเดินผ่านประตูของบ้านไม้หลังสุดท้ายเข้าไปอย่างเชื่องช้า อากาศหนาวเหน็บปนความชื้นของน้ำค้างยอดหญ้า ทำให้เซมัสถึงกับสั่นเทา ตอนนี้เขาโหยหาเพียงที่นอนนุ่มๆ และผ้าห่มอุ่นๆ บนเตียงที่ทำจากไม้ ความอบอุ่นที่คุ้นเคยยามต้องใช้ชีวิตห่างครอบครัวของตัวเอง

“มาแล้วหรือเซมัส” เสียงชายชราอันคุ้นเคยดังมาจากอีกด้านของตัวบ้าน ผู้เฒ่าคอสม่ากำลังยืนชมวิวพร้อมจิบชาร้อนๆ อยู่ริมหน้าต่าง ชมสวนดอกไม้ที่ปลูกอยู่ท้ายหมู่บ้าน ทีท่าที่ดูผ่อนคลายแต่ในห้วงลึกกำลังครุ่นคิด ในมือของเขามีม้วนกระดาษแผ่นเล็กที่เพิ่งถูกเปิดอ่าน เป็นสารเร่งด่วนที่ถูกส่งมา

“อ้าว อาจารย์… มาแต่เช้ามีอะไรหรือครับ” เซมัสทักทายและเอ่ยถามด้วยความสงสัยที่ต้องพบกับพ่อมดในตอนที่ฟ้ายังไม่สว่างดีเช่นนี้

“ทีแรกข้าจะไปหาเจ้าที่หอยา แต่คิดว่ามารอเจ้าที่นี่คงดีกว่า เพราะเดี๋ยวเจ้าก็ต้องหนีกลิ่นยากลับมานี่อยู่ดี” คอสม่าพูดดั่งรู้ใจศิษย์ของตน “หนูลินไม่ยอมอยู่เฝ้าล่ะสิ สมน้ำหน้า”

“อย่าเหยียบย่ำข้าสิครับอาจารย์” หนุ่มน้อยค้อนอย่างหดหู่

“ข้าพูดเรื่องจริง ไม่ต้องมาค้อน ไม่งั้นเจ้าจะถูกข้าเหยียบเรื่องผงยามหาประลัยของหนูลินอีกดอกหนึ่ง”

เซมัสเลิกค้อนทันทีที่จบประโยค แล้วเปลี่ยนไปนั่งคอตกแทน เขาเริ่มรู้สึกตื้อในกระหม่อม บางทีเรื่องเหน็บแนมเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ ก็ทำให้หัวหนัก จนไม่อยากคิดอะไร

“จำได้ไหม เจ้าศิษย์หนุ่มของข้า…” คอสม่าถามขึ้นลอยๆ ก่อนจะเอ่ยต่อ “เมื่อวานนี้ เป็นการประลองครั้งที่เท่าไหร่ ตั้งแต่เจ้าถูกข้าหนีบมาฝึกที่นี่”

เซมัสผงกหัวขึ้นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แต่หัวกำลังหนัก คิดอะไรไม่ออกทั้งนั้น

“ครั้งที่แปดกระมังอาจารย์… ข้าไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่” เขาตอบส่งๆ ไป

“ไม่แน่ใจก็คิดใหม่ แน่ใจแล้วค่อยตอบ” อีกฝ่ายพูดปนตวาดในเสียง พร้อมกับชูนิ้วชี้ขึ้นแล้วผงกนิ้วนั่นลงเล็กน้อย ไม้เท้าซึ่งท่านผู้เฒ่าพิงเอาไว้แถวนั้นก็พุ่งเข้าเขกหัวลูกศิษย์เขาทันที

น่าเสียดาย ที่คราวนี้ลูกศิษย์ผู้เก่งฉกาจกลับหลบไม่ทัน

“ครั้งที่เก้า” เซมัสพูดออกมา ดูเหมือนไม้เท้าจะช่วยเคาะคำตอบให้ออกมาอย่างทันใจ

“ครั้งที่เก้า! ครั้งสุดท้ายนี่ ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่า…”

“ใช่…” ท่านผู้เฒ่าย้ำ “พรุ่งนี้ เจ้าจะได้กลับบ้าน เจ้าและองครักษ์ฝึกหัดทุกคน”

“นาราซิส…” เซมัสรำพันในลำคอ ความคิดทั้งหลายประเดประดังเข้ามาพร้อมกัน ครั้งสุดท้ายที่เขากลับบ้าน กลับไปมุนมัสคา มันเมื่อไหร่กัน นานแค่ไหนแล้วที่ไม่มีคนในครอบครัวมาเยี่ยมเยียน แล้วพ่อ แม่ ลุง กับพี่ จะเป็นยังไงบ้าง ยังสบายดีหรือเปล่า ทำไมถึงได้หายไปไม่ส่งข่าวคราวนานถึงเพียงนี้

“พักผ่อนให้เต็มที่ เก็บข้าวของให้พร้อม พรุ่งนี้เดินทางแต่เช้าด้วยรถม้า”

“รถม้าหรือครับอาจารย์” เซมัสอุทาน “นั่นต้องใช้เวลาหลายวัน บางทีอาจถึงสัปดาห์เลยด้วยซ้ำ”

“นานกว่านั้น พวกเจ้าทุกคนต้องมุ่งลงใต้ก่อน มีเรื่องสำคัญที่ต้องจัดการ”

“ลงใต้? ไปทำไมกันครับอาจารย์”

“ถึงที่นั่นแล้วเจ้าจะรู้เอง อีกอย่างนะเซมัส หลังจากเราเสร็จธุระที่ทางใต้แล้ว ข้าจะไปที่นาราซิสกับเจ้าด้วย ข้าพาเจ้ามา ข้าก็จะเป็นคนพาเจ้ากลับไป”

“ตกลงตามนี้!” อาจารย์เฒ่าพูดสวน ตัดบทเซมัสที่ทำท่าจะแย้งตามความเคยชิน

พ่อมดเฒ่าสะบัดชายผ้าคลุมขึ้นในอากาศ พลันร่างของเขาก็สลายออกเป็นสายธารของกลีบดอกไม้สีขาวที่ลู่ลอยออกไปยังสวนหลังหมู่บ้านและทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ทิ้งให้ถ้วยน้ำชาและจานรองค่อยๆ ลอยตัวลงไปวางบนโต๊ะริมหน้าต่างอย่างนุ่มนวล

“ตามเขาไปสิ ข้าจะนอน” เซมัสหันไปพูดกับไม้เท้าขาวของอาจารย์ที่พิงฝาอยู่ใกล้ๆ ไม่มีทีท่าว่าจะจากไปตามนายของมัน

ฉับพลันไม้เท้าขาวก็ขยับ มันหมุนควงกลางอากาศและพุ่งเข้าเขกกบาลของเซมัสอย่างหนักแน่น ก่อนจะกลับมาตั้งตรงบนพื้น ห่างจากเก้าอี้ที่เจ้าหนุ่มนั่งอยู่ไม่กี่ก้าว มันเคาะลงกับพื้นสามครั้ง กระเป๋า เสื้อผ้า และข้าวของอีกมาก ก็ร่วมใจกันลอยปลิวออกจากตู้และที่ต่างๆ ของบ้าน มากองรวมกันตรงหน้า พร้อมให้เจ้าของบ้านจัดสัมภาระ เพื่อจากบ้านหลังนี้ไปเป็นการถาวร

เซมัสมองดูไม้เท้าขาวผู้เจ้ากี้เจ้าการสลายออกเป็นกลีบดอกไม้ ลอยล่องตามนายของมันไป เขาเผยอปาก แสดงอาการเซ็งชีวิต ครุ่นคิดว่าอาจารย์ไปหาท่านไม้เท้า “เดอลูด้า” นี่มาจากไหน นิสัยเหมือนกันอย่างกับพี่น้อง

แต่เพราะมีอาจารย์เจ้าระเบียบ เขาเลยติดนิสัยเจ้าระเบียบไปด้วย ของกองเต็มบ้านแบบนี้ เขาตัดใจไปนอนไม่ได้แน่ๆ “รกเกินไป” เขาจึงต้องละทิ้งเตียงและผ้าห่มแสนสบายไว้เบื้องหลัง แล้วลงมือจัดข้าวของเพื่อเตรียมเดินทาง

‘ลงใต้เหรอ จะลงไปถึงเออมาซเลยหรือเปล่านะ’ เขาคิดพร้อมกับยิ้มขึ้น เออมาสเป็นแคว้นติดทะเล และเซมัสก็รักทะเลอย่างที่สุด เขานึกภาพครั้งสุดท้ายที่บ้านวิลมอสไปเที่ยวทะเลกัน ชายหาดของนาราซิสที่สวยงามและเปล่งประกาย สะท้อนแดดสีทองของยามเย็นในแคว้นตะวันตก มันเป็นช่วงเวลาที่หายาก ตอนนั้นเขาได้รับอนุญาตให้กลับบ้านเป็นกรณีพิเศษ หลังจากที่ต้องกินนอนอยู่ในโรงเรียนประจำอยู่ถึงเจ็ดปี แต่หลังจากกลับมา และเริ่มใช้ชีวิตในค่ายฝึกองครักษ์ ทุกคนก็เงียบหายไป

หกปีเต็ม ที่ไม่มีใครมาหา คอสม่าเองก็ไม่ได้บอกอะไร เขาไม่รู้เหตุผลที่ต้องอยู่อย่างเดียวดาย รู้สึกเหมือนไร้ญาติขาดมิตรอย่างนี้ ได้แต่คิดด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่าที่บ้านคงเห็นว่าเขาโตแล้วจริงๆ ไม่เหมือนเจ็ดปีแรกที่เขาถูกพามา ตอนนั้นยังเด็กมากๆ ทั้งพ่อ แม่ ลุง และเซมุน เลยหมั่นมาเยี่ยมที่โรงเรียนประจำของแคว้นฮาราร์ทอยู่เสมอๆ

เซมัสคิดไป เก็บของลงกระเป๋าไป ก่อนที่ความอ่อนเพลียจะชนะ และหลับลงท่ามกลางข้าวของ

Ψ

จดหมายเหตุ: ราชพันธมิตรเก้ามณฑลรัฐแห่งอาณาจักรเซเลเนีย ฉบับวินบรัม
วันที่ 15 เดือนดาบเงิน ศักราชเซเลนที่ 1013

ศักราชอันสงบเงียบ ราบเรียบจนน่าหวั่นใจ อาณาจักรนี้ยิ่งใหญ่มานาน ข้าเห็นมาตั้งแต่เริ่มต้น ตั้งแต่สมัยที่ทั้งเก้ามณฑลยังแยกกันเป็นดินแดนเล็กๆ ปกครองตนเอง แต่ไม่โดดเดี่ยว ทีแรกข้ายังเคยคิดกริ่งเกรง ว่าการรวบรวมทั้งเก้าดินแดนเข้าด้วยกัน แล้วก่อตั้งเป็นราชอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ขึ้น จะไม่ยั่งยืน กลัวว่าจากผู้ปกครองที่กลายเป็นกษัตริย์กับสภา จะลงท้ายด้วยการเป็นจักรพรรดิ ที่จะเปลี่ยนอาณาจักรอันเต็มไปด้วยสันติ ให้กลายเป็นจักรวรรดิแห่งการรุกรานและสงคราม ข้าคงกลัวไปเอง

ทว่า ณ วันที่ 12 เดือนดาบเงิน ศักราชเซเลนที่ 1013 เกิดแสงสว่างวาบเจิดจ้าตรงเส้นขอบฟ้า วัตถุสีดำขนาดมหึมาปรากฏขึ้นเหนือทะเลตะวันตก และแล่นตรงเข้ามายังชายฝั่งของนาราซิส ที่นั่นไม่มีท่าเรือ มีเพียงหินโสโครก และพื้นทะเลอันตื้นเขิน เรืออันใหญ่ยักษ์นั่นจงใจเกยตื้น มันแทบไม่ชะลอความเร็วตอนเข้าใกล้ฝั่ง พฤติการณ์อันน่าตื่นตระหนก

เรือนั่นไม่ได้ทำจากไม้ ข้าเองก็ไม่แน่ใจว่ามันสร้างจากสิ่งใดกันแน่ ในพื้นผิวอันมืดมิดของมันนั้น น่าพิศวง เหมือนมีบางอย่าง ดำผุดดำว่ายอยู่ในนั้น ดั่งคำเชื้อเชิญสู่ขุมนรกดำมืด มันก่อขึ้นด้วยเวทมนตร์เป็นสิ่งเดียวที่ข้าแน่ใจ แต่ใช้อะไรสร้างล่ะถ้าไม่ใช่ไม้ โลหะหรือ ไม่เคยมีใครลองใช้โลหะสร้างเรือ แต่ก็มีความเป็นไปได้ ช่างเถิด ข้าว่าผู้ที่ก้าวลงมาจากเรือ “อาร์ค” นั่น เป็นสิ่งที่ข้าควรพินิจความคิดและตกผลึกให้ได้เร็วไว คนจากแดนฝันมาทำอะไรในเซเลเนีย ถ้าเป็นชาวอาร์เคออสไม่กี่คนก็เรื่องหนึ่ง นี่ยกกันมาทั้งอาณาจักร พวกนั้นบอกว่าถูกเนรเทศจากศัตรูที่เข้ายืดดินแดนเอาไว้ แต่ยังไม่ยอมเล่าอะไรไปมากกว่านี้ ดูเหมือนพวกนั้นยังเศร้า และสะเทือนใจ

วันหนึ่งเซเลเนียจะต้องล่มสลายลง ตามธรรมชาติ ตามคำทำนาย ตามครรลองแห่งโลก ยิ่งใหญ่และจมดับเป็นธรรมดา จะเป็นพวกเจ้าหรือเปล่า ชาวอาร์เคออสเอ๋ย เรืออาร์คของพวกเจ้าลำนั้น จะเป็นผู้นำพาจุดจบสู่อาณาจักรของข้าหรือเปล่า ในความเงียบของฤดูหนาวนี้ ข้าหวั่นใจยิ่งนัก

ฝาแฝดอมตะแห่งวินบรัม
ผู้บันทึก

Ω

What's your reaction?
Love
0%
Bad
0%
Wow
0%
Meh
0%
Cool
0%
Hate
0%
Evil
0%
About The Author
P.Parit
P.Parit
หลงใหลความงามทางภาษา โปรดปรานนวนิยายแฟนตาซีเป็นชีวิตจิตใจ คลั่งไคล้เรื่องลึกลับเหนือธรรมชาติเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ชื่นชอบความยิ่งใหญ่แบบมหากาพย์ นิยมพล็อตที่มีด้านมืด คติความเชื่อ และความฮาไร้สติ เชี่ยวชาญการเล่าเรื่องปากเปล่า แต่อยากถ่ายทอดผ่านตัวหนังสือให้คนอื่นอ่านดูบ้าง

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.