Writings
Now Reading
บัลลังก์สิ้นแสง: หนึ่ง
0

บัลลังก์สิ้นแสง: หนึ่ง

by P.ParitApril 25, 2014

ที่นี่คือแคว้นนาราซิส หนึ่งในสามแคว้นฝั่งตะวันตกแห่งอาณาจักรเซเลเนีย อาณาจักรที่ยืนยงมานับสหัสวรรษ อาณาจักรซึ่งปกครองเหนือแผ่นดินผืนใหญ่ และหมู่เกาะทางตอนใต้ เปี่ยมไปด้วยความสงบสุขที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน

ชีวิตในนาราซิสนั้น สุดแสนจะเรียบง่าย และบางครั้งมันเรียบง่ายจนออกจะเกินเหตุไปสักหน่อย ผู้คนใช้ชีวิตไปอย่างปกติสุขในแต่ละวัน และวนเวียนเป็นวงจรไม่รู้จักจบสิ้น แต่ความราบเรียบของชีวิตดังกล่าว คงจะเป็นข้อยกเว้นสำหรับชีวิตที่ดำเนินไปในโรงพักแรมมุนมัสคา

‘มุนมัสคา’ เป็นโรงพักแรมที่ได้ชื่อว่า ใหญ่โต และมีชื่อเสียงที่สุดในสามแคว้นฝั่งตะวันตกของอาณาจักรเลยทีเดียว มันตั้งอยู่ทางตอนใต้ของนาราซิส รับผู้คนหลากรูปแบบ หลายอาชีพ ทั้งพ่อค้า นักเดินทาง นักท่องเที่ยว รวมทั้งอีกมากมายที่ไม่ประสงค์จะเปิดเผยตน การที่มีผู้คนมากหน้าหลายตามารวมตัวกันนี้ กลายเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้การดำเนินชีวิตภายในโรงพักแรมแห่งนี้ ไม่เคยมีความจำเจ หรือซ้ำซากเลยแม้แต่วันเดียว

เรื่องราวมากมายจากทั่วทั้งอาณาจักร ถูกเล่าขานและบอกต่อภายในโรงพักแรมแห่งนี้ ในหลากหลายรูปแบบ แต่ที่ดูจะเป็นการเล่าอย่างออกอรรถรสที่สุด คงจะต้องมีผู้ฟังเป็นเด็กชายอายุสี่ขวบที่ชื่อเซมัส พร้อมกับเซมุน ฝาแฝดผู้พี่ของเขา เด็กน้อยที่เป็นทายาทเจ้าของโรงพักแรมแห่งนี้ ซึ่งจะมาคอยฟังเรื่องราวของคนที่เข้าพักในมุนมัสคาอย่างฉงนสงสัย ความน่ารักน่าชังของทั้งคู่ ทำให้แขกของโรงพักแรมต่างให้ความเอ็นดู และเล่าเรื่องราวต่างๆ ไม่ว่าจะที่เกิดขึ้นในดินแดนที่ใกล้หรือไกล ให้ทั้งคู่ฟังอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย พอฟังคนหนึ่งจบ ทั้งคู่ก็จะวิ่งเจื้อยแจ้วไปยังเป้าหมายคนต่อไป ไม่รู้จักจบสิ้น

ทว่าวันนี้ สีสันแห่งชีวิตของพี่น้องฝาแฝดคู่นี้ กำลังจะต้องจบลง เมื่อมีชายหัวล้านผิวเหลืองในชุดคลุมกำมะหยี่สีแดงที่ประดับประดาไปด้วยลายปักอย่างหรูหรากับเส้นขลิบผ้าสีทอง ก้าวย่างอย่างสง่างามเข้ามาในมุนมัสคา พร้อมกับพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเยี่ยงเจ้านายชั้นสูง เบา แต่ทรงพลัง

“วินเซนต์ วิลมอส โปรดแสดงตัว”

เพียงอึดใจ เจ้าของโรงพักแรมก็ปรากฏตัวขึ้นที่ชั้นสอง ก่อนจะลงบันไดมาต้อนรับผู้มาเยือนอย่างรีบร้อน วินเซนต์เป็นชายวัยกลางคนที่หน้าตาจัดได้ว่าหล่อเหลา สีผิวขาวผ่องกับผมหยักศกสีน้ำตาลเข้มอันเงางาม เหมาะเจาะกับรูปหน้าที่กว้างได้รูปกับดวงตาสีฟ้าหลังแว่นตาวงกลม เขาสวมชุดสูทแบบสากลสีน้ำตาลอ่อนที่บุกำมะหยี่อย่างหรูหราพร้อมรองเท้าหนังสีดำชั้นดี ซึ่งทำให้โดยรวมๆ แล้วนั้น บอกได้เลยว่าเจ้าของโรงพักแรมผู้นี้เป็นเศรษฐีที่แสดงความร่ำรวยออกมาได้สมน้ำสมเนื้อทีเดียว

“ท่านราชครู อะไรพาท่านมายังโรงพักแรมในนาราซิสนี่ล่ะครับ” วินเซนต์เอ่ยถาม

“ข้ามาในฐานะตัวแทนของราชสำนักแห่งเซเลเนีย ในนามขององค์กษัตริย์ ‘แมคไซ คีลอส’ และสภามนตรี เรามีเรื่องต้องคุยกันนะวินเซนต์ เรื่องที่ข้าเคยได้เคยเปรยกับท่านไว้เมื่อนานมาแล้ว”

เจ้าของโรงพักแรมหันมองไปรอบๆ และพบว่าแขกของมุนมัสคาที่อยู่กันเต็มโถงรับรอง กำลังจ้องมองมาที่เขากับชายหัวล้านเป็นตาเดียว ซึ่งเขาก็ตระหนักดีว่าเรื่องที่กำลังจะพูดคุยกันกับท่านราชครูนั้น เป็นความลับ และห้ามแพร่งพราย เพราะมันหมายถึงความปลอดภัยของใครบางคน… ใครบางคนที่อยู่ในครอบครัววิลมอสของเขาเอง

“เชิญที่ห้องทำงานของข้า ที่ด้านในเถิดท่านราชครู” วินเซนต์กล่าวเชิญขณะที่เขาผายมือไปด้านในแบบที่เจ้าของโรงพักแรมพึงทำเป็นประจำเวลาเชื้อเชิญลูกค้าที่มาเข้าพัก หลังจากส่งต่อให้พนักงานของโรงพักแรม นำท่านราชครูไปที่ห้องทำงานของเขาแล้ว ชายสวมแว่นก็หันมาหาทายาทตัวน้อยๆ ทั้งสองของเขา ที่กำลังยืนมองตาใส ฉงนใจกับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น “เซมุน ลูกต้องเข้าไปกับพ่อด้วย”

เด็กน้อยที่ดูจะโตกว่าเล็กน้อยเดินเข้าไปหาพ่อที่กวักมือเรียกอย่ากลัวๆ กล้าๆ “เราต้องเข้าไปหาลุงคนตะกี้เหรอพ่อ เขาน่ากลัวออก ข้าไม่ไปไม่ได้เหรอ”

“พ่อครับ ผมตามพี่เซมุนกับพ่อเข้าไปด้วยไม่ได้เหรอ” เด็กน้อยอีกคนเอ่ยถามขึ้นก่อนที่วินเซนต์และเซมุนจะเดินเข้าไปด้านใน “ผมไม่อยากอยู่คนเดียวนี่”

“นี่เป็นเรื่องสำคัญนะเซมัส เจ้าต้องรออยู่ที่นี่ ไม่งั้นก็ออกไปหาเวนด้าที่โรงโคก็ได้ พ่ออนุญาต”

“จริงๆ นะครับ ผมไปหาแม่ที่โรงโคได้จริงๆ นะ” เด็กน้อยกระตือรือร้นขึ้นมาทันที เพราะหลังจากการที่เขาไปซนจนเกิดเรื่องไว้เมื่อครั้งที่ไปโรงโคครั้งสุดท้าย เขาก็ไม่เคยได้รับอนุญาตให้ไปที่นั่นอีกเลย

“จริงสิ แต่ต้องสัญญากับพ่อก่อนนะว่า…”

“จะไม่แกล้งคุณแม่โค ได้เลยครับพ่อ ผมสัญญา” เซมัสรีบพูดก่อนจะออกวิ่งหน้าตาตื่นออกไป

“คราวนี้ เราก็เข้าไปกันได้แล้วนะเซมุน อย่าปล่อยให้ท่านราชครูต้องรอนาน”

เซมุนมองตามหลังน้องชายอย่างโหยหา แม้จะไม่อยากเข้าพบกับท่านราชครูของพ่อเท่าไหร่ แต่สุดท้ายแล้วสองพ่อลูก วินเซนต์และเซมุนก็เดินหายลับเข้าไปด้านในโรงพักแรมอันแสนโออ่าของมุนมัสคา

Ξ

เด็กน้อยเซมัสไปถึงโรงโคแล้ว เขายืนเหนื่อยหอบ ขณะที่พบว่าโรงโคนั้นปิดอยู่ กุญแจถูกล็อกจากด้านนอก ทำให้เซมัสนึกขึ้นได้ว่าเมื่อตอนเช้า ระหว่างมื้ออาหาร เวนด้าแม่ของเขาได้บอกกับพ่อไว้ว่า วันนี้จะนำนมสดไปขายในเมือง และพาแม่โคหลายตัวไปตรวจสุขภาพเพราะทำท่าเบื่ออาหารมาหลายวัน เกรงว่าแม่โคจะป่วย

“ให้มันได้อย่างนี้สิ… เซ็งสุดๆ!” เด็กชายโวยวาย เกิดอาการขัดอกขัดใจ แต่ทันใดนั้นเขาก็นึกอะไรดีๆ ออก

ปกติถ้าพ่อของเขามีเรื่องสำคัญต้องพูดคุยกับใครไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว หรือคนภายนอก เขาจะพาคู่สนทนาไปพูดคุยกันในห้องทำงานของเขาเอง ซึ่งอยู่ด้านในสุดที่ชั้นล่างของโรงพักแรม แต่ห้องทำงานนั่น ถูกสร้างขึ้นเป็นส่วนแรกๆ ของมุนมัสคา ไม้ที่ทำเป็นส่วนของผนังนั้นไม่หนามาก แถมยังไม่เก็บเสียงอีกต่างหาก ซึ่งวินเซนต์เองคิดว่าปลอดภัยจากเหล่าหูผีที่คอยแอบฟังเพราะการมาห้องนี้ต้องผ่านทางเดินหินอ่อนที่จะส่งเสียงเตือนเขาอยู่เสมอในเวลาที่มีคนเดินเข้าใกล้

แต่เขาก็ไม่ได้นึกเฉลียวใจเลยว่าสองทายาทสุดรักสุดหวงของเขาทั้งสองคน มักจะชวนกันเข้ามาแอบฟังเขาแทบทุกการสนทนา ถ้าไม่นับรวมการโดนเทศนาสั่งสอนของพวกเขาเอง ทั้งคู่มักแอบฟังจากทางด้านนอกของห้องทำงานซึ่งมีพื้นเป็นดิน และครั้งนี้ก็จะไม่ต่างกัน เพราะเซมัสกำลังวิ่งห้อไปยังเป้าหมายแล้ว และก็ทันเวลาพอจะได้ยินอะไรดีๆ ที่ทำให้เขาไม่ยินดีกับมันเสียด้วย

“เจ้าก็รู้นี่วินเซนต์ ข้าเคยคุยกับเจ้าเรื่องนี้แล้ว ลูกของเจ้าเป็นผู้ที่ชะตาได้ทำการเลือกไว้แล้วตั้งแต่เกิด และถึงเวลาที่เขาจะต้องไปเป็นในสิ่งที่ถูกกำหนดมาให้เป็นได้แล้ว” ท่านราชครูอธิบาย

“ชะตาไม่ได้เลือกเขาท่านราชครู ราชสำนักต่างหากที่เป็นผู้ตั้งกฎการคัดสรรนั่น ลูกข้าก็แค่บังเอิญเกิดมาตรงกับเวลาที่พวกท่านกำหนดเท่านั้น ไม่มีอะไรรับประกันว่าเขาจะเป็นอย่างที่ท่านต้องการได้”

“องค์กษัตริย์และเหล่าผู้ครองแคว้นในสภามนตรี กำลังแก่ชราลงเรื่อยๆ และเมื่อวันสำคัญมาถึง พระองค์และสภามนตรี อันเป็นผู้ปกครองดินแดนทั้งเก้าจะสละบัลลังก์ และสถาปนาทายาทขึ้นเป็นกษัตริย์และสภามนตรีรุ่นใหม่แทนตัวของพวกพระองค์เอง ซึ่งนั่นจะส่งผลให้เหล่าองค์รักษ์เดิมจะต้องปลดระวางไปด้วย และนั่นมันอีกไม่กี่ปีแล้ว”

“จะใครหน้าไหนข้าก็ไม่สน อย่ามาใช้อำนาจบังคับขู่เข็ญข้าเสียให้ยาก นี่ลูกข้า ข้าเท่านั้นที่ตัดสินใจ” ผู้เป็นพ่อกร้าวเสียงขึ้น ด้วยเกรงจะถูกพรากลูกไปจากเขา

“วินเซนต์!” ราชครูแผดเสียง พร้อมอำนาจบางอย่างที่ผลักอีกฝ่ายให้กระเด็นไปกระแทกผนัง ก่อนจะร่วงลงกับพื้น “ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นพ่อของเด็ก แต่จงระวังคำพูดด้วย ไม่ใช่ว่าจะพูดถึงใครก็ได้อย่างไม่กลัวเกรง”

วินเซนต์ค่อยๆ ประคองตัวลุกขึ้นมาจากกองหนังสือและเครื่องเรือนที่แตกหัก ปกติแล้วห้องทำงานของเขาเป็นห้องที่จัดได้ว่ามีระเบียบมาก ไม่กว้างมาก แต่ก็ไม่ได้คับแคบ ทั่วผนังห้องจะกองเต็มไปด้วยหนังสือที่วางอย่างเป็นระเบียบ กองหนังสือที่โค่นลงไปและเศษไม้หลายชิ้นที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้น จึงดูค่อนข้างแปลกตา

“อย่ามาใช้พลังของท่านในบ้านข้าซาเลส อย่าอีกเป็นครั้งที่สอง การมีตำแหน่งราชครู ไม่ได้แปลว่าเจ้าจะถูกสยบเหมือนในอดีตไม่ได้หรอนะ และเจ้าคงจะยังจำได้ ว่าถูกสยบโดยใคร” วินเซนต์เตือนด้วยน้ำเสียงจริงจังและกร้าวแข็ง ก่อนที่เขาจะถอนใจ พร้อมกับน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป “แต่เอาเถอะ ข้าคงไม่มีทางที่จะขัดขืนราชสำนักได้ แต่ว่า…”

“เจ้ากังวลสิ่งใดกัน บอกข้ามาเถอะ ไม่ว่าหนทางใดที่จะช่วยทำให้เจ้าสบายใจขึ้นได้ในเรื่องนี้ ข้าย่อมไม่ลังเลที่จะทำมัน” ราชครูอ่อนเสียงลง “คนเป็นพ่อย่อมเข้าใจกันดี”

“แต่ว่าลูกข้าจะต้องไปจากบ้าน และไปอยู่ในนครหลวงไม่ใช่หรือ มันอยู่ไกลถึงคนละฟากของอาณาจักร ข้าก็แค่อยากเห็นพวกเขาเติบโตอยู่ใกล้ๆ” เขาพูดเสียงอ่อน เหมือนจะหมดแรง ก่อนจะนั่งลงข้างเซมุนแล้วโอบไหล่ลูกของเขาไว้

“ข้าว่านั่นไม่ใช่ปัญหาของเจ้าหรอกนะวินเซนต์” ซาเลสพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่โต้แย้งอารมณ์อันสิ้นหวังของวินเซนต์โดยสิ้นเชิง “ข้ามีข่าวของการเปลี่ยนแปลงบางอย่างจะบอกเจ้า”

“ท่านหมายความถึงอะไร” วินเซนต์ถามขึ้นพร้อมสีหน้าสงสัย ใจเขาจดจ่อกับคำตอบที่จะได้ยิน

“กลุ่มสภาที่ปรึกษา ทั้งคณะองครักษ์ เสนาบดีซ้าย-ขวา เหล่าพ่อมดแห่งเวนาส แม้แต่ขุนพลทหารเสือ ต่างเห็นพ้องตรงกันว่าจะย้ายศูนย์กลางการฝึกเหล่าองครักษ์ส่วนพระองค์รุ่นต่อไปมายังฮาราร์ท แคว้นใจกลางแห่งอาณาจักรเซเลเนีย โรงพักแรมของเจ้าแม้จะตั้งอยู่ในนาราซิส แต่ก็อยู่ใกล้กับฮาราร์ทมาก ข้าว่านั่นน่าจะเป็นข่าวดีของเจ้านะวินเซนต์”

“ถ้าอย่างนั้นข้าก็ค่อยสบายใจขึ้นหน่อย เวนด้าคงไม่ชอบใจแน่ถ้าจะไม่ได้เห็นหน้าลูกเลยเป็นปีๆ และแน่นอนว่าข้าก็ด้วย เซมุนของข้ายังเด็กมาก นอกจากต้องห่างจากข้าและเวนด้าแล้ว จะต้องห่างจากเซมัสด้วย ท่านก็รู้นี่ซาเลส ภูติพิทักษ์มีเพียงหนึ่งเดียวสำหรับฝาแฝดที่เกิดพร้อมกัน หากตัวห่างกัน ภูติก็อ่อนแอลง” วินเซนต์ละสายตาจากท่านราชครูไปมองเซมุนที่นั่งนิ่งเงียบอยู่ข้างๆ โดยปกติเซมุนจะไม่ใช่เด็กที่พูดมากเวลาที่อยู่กับพ่อและแม่ แต่จะกลายเป็นอีกคนเมื่อยู่กับเซมัส “เจ้าต้องเข้มแข็งไว้นะ เซมุนลูกพ่อ”

“งั้นก็ลงตัว” ชายหัวล้านพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงโล่งใจ ก่อนจะล้วงแขนขวาเข้าไปในแขนเสื้อด้านซ้ายที่ยาวจนถึงกลางฝ่ามือของเขาแล้วหยิบแท่งผลึกแก้วที่ยาวประมาณคืบเศษสีฟ้าสว่างเหลือบเขียวอ่อนเปล่งประกายออกมา เขายื่นให้เซมุนในขณะที่อีกฝ่ายกำลังตะลึงในความสวยงามของอัญมณีแท่งนั้นอยู่

“เซมุน เจ้าจงรับสิ่งนี้ไป มันคือหมายทำนาย สัญลักษณ์แห่งผู้สืบทอดของคณะองครักษ์ ผู้อารักขาองค์กษัตริย์และสภามนตรี ในวันพรุ่งนี้เก้านาฬิกา เจ้าจงนำมันไปที่ปราสาทเลสบ้อน และเจ้าต้องไปเพียงคนเดียวเท่านั้น เพราะนั่นคือกฎ ผู้คัดสรรจะรอเจ้าอยู่ที่นั่น” ซาเลสอธิบายก่อนจะหันไปมองหน้าวินเซนต์ “เจ้าไปส่งได้แค่หน้าประตูปราสาทนะ”

วินเซนต์หลับตาและพยักหน้ารับ

“เอาล่ะ ข้าหมดเรื่องที่นี่แล้ว” ราชครูยืนขึ้นจากเก้าอี้รับรอง แล้วเดินมาข้างๆ วินเซนต์ซึ่งกำลังนั่งคอตก ใจคอห่อเหี่ยวอยู่ เขาจับไหล่ของวินเซนต์ไว้แน่นเหมือนจะปลอบใจ “คืนนี้จงใช้เวลาอยู่กับเซมุน ทั้งเจ้าและเวนด้า เมื่อเขาถูกยอมรับจากผู้คัดสรรแล้ว เซมุนจะถูกพาตัวไปทันที เข้าใจนะ”

ระหว่างที่บทสนทนาของอีกสองคนกำลังดำเนินไป เซมุนก็กำลังจับจ้องอยู่กับแท่งผลึกแก้วนั่น ตอนนี้มันค่อยๆ ปรากฏอักขระสีทองขึ้นมาที่ด้านหนึ่งของเหลี่ยมอัญมณี เป็นข้อความบางอย่างที่เซมุนกำลังพยายามสะกดมัน “อง… คา… ลัก… และ… ลา… ลา… ตัวสุดท้ายอ่านว่ายังไงกันเนี่ย แล้วราๆ นี่เป็นใครกัน”

ที่ด้านนอก ใต้หน้าต่างของห้องทำงานนั่น เซมัสนั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่เงียบๆ ก่อนที่เขาจะลุกออกไป เพื่อเดินไปยังด้านหน้าของโรงพักแรม เด็กน้อยเดินไปเช็ดน้ำตาไป สะอื้นไห้เล็กๆ พลางครุ่นคิด ว่านี่เขาจะต้องแยกจากพี่เซมุนจริงๆ หรือ เขาฟังผิด หรือหูฝาดไปหรือเปล่า คนในห้องพูดเรื่องโกหกกันหรือเปล่า

การแยกจากพี่ เป็นสิ่งที่เด็กชายไม่เคยคิดมาก่อน เพราะตั้งแต่เกิดมา เขาและเซมุนในฐานะพี่น้องฝาแฝด ที่แม้จะเป็นฝาแฝดที่ต่างกันอยู่นิดหน่อย อย่างการที่เขาโตช้ากว่าเล็กน้อย แต่ก็ไม่เคยแยกจากกันเลย นี่เขาจะทำอย่างไรดี

แต่ทว่าก่อนที่เขาจะทันคิดอะไรออกนั้น ใครบางคนที่มาจากด้านหลังก็เข้ามากอดรัดเซมัสเอาไว้ ประกายบางอย่างพราวพร่างฟุ้งกระจายอยู่ต่อหน้า เซมัสรู้สึกอึดอัด หายใจไม่ออก ไม่ทันได้ตะโกนขอความช่วยเหลือ ทุกอย่างก็ดับลง เหลือเพียงความมืดมิดและการไร้สติ

Ψ

ท่านราชครูแห่งราชสำนักของอาณาจักรจากไปแล้ว แม้จะไม่เต็มใจนัก แต่หลังจากทราบว่าซาเลสได้ใช้หินแห่งลมก้อนสุดท้ายไปในคาถาย่นมิติ ตอนเดินทางจากหอคอยมาที่โรงพักแรมมุนมัสคาแห่งนี้ วินเซนต์ก็จำต้องจัดพาหนะพิเศษของครอบครัวไปส่งยังหอคอยประจำแคว้นนาราซิส ซึ่งอยู่ใกล้กับปราสาทอันเป็นจุดหมายของเซมุน เวลาเก้าโมงเช้าของวันรุ่งขึ้น อย่างไรเสีย ซาเลสก็เป็นถึงราชครู คงจะดูพิลึกหากว่าวินเซนต์จะไม่ให้เกียรติเขาในตำแหน่งอันสูงศักดิ์นี้

พาหนะของครอบครัววิลมอส และโรงพักแรมมุนมัสคา… เลื่อนลม และเลื่อนไฟ ซึ่งอันที่จริง จะเรียกว่าเลื่อนอย่างเต็มปากเต็มคำก็คงจะดูแปลกๆ สักหน่อย เพราะดูอย่างไร มันก็คือรถม้าดีๆ นี่เอง จะต่างก็ตรงที่ว่ามันไม่มีม้า และไม่มีล้อ ส่วนของคนขับที่เคยเป็นเพียงที่นั่งก็กลายเป็นห้องโดยสารเล็กๆ อีกห้องหนึ่ง ที่ภายในจะมีอุปกรณ์ควบคุมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพวงมาลัยสไตล์พังงาเรือ แผงอุปกรณ์เสริม และช่องพลังงานสำหรับใส่หินธาตุ แหล่งเชื้อเพลิงของเลื่อน

อาณาจักรเซเลเนียทุกวันนี้ ออกจะสะดวกสบายกว่าสมัยแรกตั้งอาณาจักรอยู่มาก ความลับของพลังงานในหินธาตุถูกไข และทำให้เรื่องอัศจรรย์หลายๆ เรื่อง เกิดเป็นจริงขึ้นในอาณาจักร จะว่าไปแล้ว ก็ไม่มีบันทึกใดระบุเอาไว้ว่าใครกันที่เป็นคนไขความลับของหินเหล่านี้ แต่สำหรับคนในอาณาจักรแล้ว มันไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าสนใจกว่าสิ่งที่พลังงานของหินสามารถให้กับชีวิตของพวกเขาได้ แม้มันจะทำให้บางสิ่งบางอย่างต้องหมดความสำคัญลงไปก็ตาม

การใช้พลังงานของหินธาตุ ค่อนข้างจะเป็นเรื่องเฉพาะ ที่อุปกรณ์หนึ่งๆ มักจะถูกออกแบบมาสำหรับธาตุใดธาตุหนึ่ง อย่างที่มุนมัสคา ที่มีเลื่อนไฟเอาไว้บริการลูกค้า เพราะหินไฟหาได้ง่ายกว่า ในขณะที่เลื่อนลมนั้น วินเซนต์เก็บไว้ใช้เฉพาะในครอบครัวหรือบางโอกาสที่สำคัญเท่านั้น เพราะหินลมหายาก ราคาก็สูงกว่าเป็นเงาตามตัว

หลังจากส่งท่านราชครูเรียบร้อยแล้ว วินเซนต์ก็นึกถึงเซมัส ลูกฝาแฝดคนเล็กขึ้นมาได้ ระหว่างที่เดินกลับเข้าไปยังห้องทำงาน เพราะเหตุการณ์ในวันนี้กะทันหันนัก ไม่เช่นนั้นเขาคงจะไม่อนุญาตให้เซมัสไปยังโรงโค เพราะจากเรื่องคราวก่อนที่เซมัสไปแกล้งแม่โคให้ตกใจ ทำเอาแม่โคให้ผลผลิตที่ไม่มีคุณภาพ และขายไม่ได้ตลอดสัปดาห์ ทว่าวินเซนต์เพิ่งจะรู้ตัวว่าได้พลาดไปเสียแล้ว เขาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าวันนี้เวนด้าไม่ได้อยู่ที่โรงโค แต่เข้าเมืองไปขายนมสดและพาแม่โคไปตรวจโรค แล้วเซมัสไปอยู่ที่ไหนกัน

“พ่อ! พ่อ!”

วินเซนต์หันไปยังต้นเสียงแล้วพบว่าเป็นเซมุนที่กำลังเหนื่อยหอบ “มีอะไรเหรอเซมุน”

“พ่อเห็น… เซมัสมั่งป่าว… น้องยัง… ไม่กลับมาเลย… ตะกี้วิ่งไป… ดูที่โรงโค… มัน… ก็ปิดอยู่” เซมุนรีบพูด แต่กลายเป็นการพูดไป หอบไป ทำเอาวินเซนต์แทบจับใจความไม่ได้

“ใจเย็นลูก ค่อยๆ พูด ไปนั่งพักให้หายเหนื่อยก่อนนะ” วินเซนต์พาเซมุนไปนั่งยังโซฟารับรองแสนนุ่มสบายริมโถงทางเดินของโรงพักแรม แล้วเอาน้ำแร่ในขวดที่เขาพกติดตัวให้เซมุนดื่ม

หลังจากพักหายใจหายคอ และดื่มน้ำจนหายเหนื่อยแล้ว เซมุนก็เล่าว่าหลังจากออกมาจากห้องทำงานของวินเซนต์แล้ว เซมุนก็ตามหาน้องจนทั่วแต่ก็ไม่เจอ ออกไปโรงโคนมก็พบว่าปิดอยู่ แล้วเซมัสก็ไม่ได้วิ่งเล่นอยู่แถวนั้นด้วย ซึ่งนั่นทำให้วินเซนต์เกิดอาการหน้าถอดสี

“เซมุน หนูไปหาพี่ไมเคิลที่ชั้นสอง แล้วอยู่ที่นั่นจนกว่าพ่อจะขึ้นไปหา”

“แต่พ่อ…”

“เซมุน นี่มันเรื่องใหญ่นะ ไปเดี๋ยวนี้” วินเซนต์ทำเสียงจริงจัง

เซมุนไม่ได้เถียงตอบ แต่พูดกลับมาด้วยเสียงสั่น “เซมัสไม่เป็นอะไรใช่ไหมพ่อ”

“ไม่หรอกลูก น้องคงไปเล่นซนที่ไหน เดี๋ยวพ่อจะไปตามน้องเอง ไปอยู่กับพี่ไมเคิลนะลูก”

เซมุนพยักหน้า แล้ววิ่งขึ้นไปยังชั้นสองตามที่วินเซนต์สั่ง พี่ไมเคิลคือลูกชายของคุณพ่อบ้าน หัวหน้าคนงานของโรงแรม เขาทำหน้าที่ดูแลเด็กๆ ระหว่างที่พ่อแม่ของทั้งสองไปธุระอยู่เสมอๆ

วินเซนต์เดินกลับออกมายังหน้าโรงพักแรม เขาเดินเลาะไปตามตัวอาคาร เผื่อว่าเด็กน้อยจะมาวิ่งซนอยู่แถวนี้ และคนงานหรือคนสวนสักคนจะต้องเห็นเขาแน่ๆ แต่คำตอบที่ได้รับกลับทำให้วินเซนต์กังวลใจ เพราะคนงานของโรงพักแรมเห็นเซมัสวิ่งเข้ามาแถวตัวอาคารจริงๆ แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีใครเห็นเขาอีกเลย ซ้ำยังไม่มีใครเห็นด้วยว่าเซมัสกลับเข้าไปด้านในแล้ว

ผู้เป็นพ่อพยายามค้นหาต่อไป แล้วเขาก็พบบางอย่างที่สะท้อนกับแสงอาทิตย์ยามเย็น เปล่งประกายวาววับอยู่บนพื้น “กระดุมเสื้อนี่ เป็นของเซมัสแน่” เขารำพึงหลังจากพิจารณาตัวกระดุมโลหะที่มีลายนูนรูปพระอาทิตย์เปล่งประกาย พร้อมกับอักษรสลักขอบกระดุมว่า “วิลมอส”

ด้วยความพิถีพิถันของแม่บ้านผู้รอบคอบอย่างแวนด้า เสื้อผ้าทุกชุดของครอบครัววิลมอส จึงถูกตัดขึ้นตามสั่ง หรือไม่ แวนด้าก็จะลงมือตัดด้วยตนเอง แถมยังสั่งทำกระดุมโลหะเฉพาะตัวของแต่ละคน ที่ทำสัญลักษณ์เป็นลายนูนเอาไว้ด้วย รูปด้ามดาบสำหรับวินเซนต์ สายฟ้าฟาดสำหรับแวนด้า พระจันทร์เสี้ยวสำหรับเซมุน และพระอาทิตย์เปล่งประกายสำหรับเซมัส เป็นรูปที่ออกแบบขึ้นจากชื่อของพวกเขา พร้อมสลักอักษรที่ขอบเป็นชื่อของตระกูล

วินเซนต์กลับเข้าไปในโรงพักแรมแล้วสั่งพนักงานให้ช่วยกันค้นหาตัวเซมัสจนเวลาเคลื่อนคล้อย จากเย็นย่ำกลายเป็นเวลาแห่งความมืดมิด แต่ก็ไม่มีใครเจอตัวเขาหรือแม้แต่ร่องรอยนอกจากกระดุมลายพระอาทิตย์เปล่งประกายเม็ดนั้น

“คุณคะ” เสียงหญิงวัยกลางคนร้องเรียกวินเซนต์

“เวนด้า” วินเซนต์เรียกชื่ออีกฝ่ายด้วยเสียงสั่น

“เอียนบอกว่าเซมัสหายไปหรือคะ”

วินเซนต์พยักหน้าตอบเบาๆ ตอนนี้เขาแทบไม่มีแรงเหลือแล้ว ใครกันที่พาเซมัสออกไปจากอาณาจักรมุนมัสคาของเขาได้ โดยที่ไม่มีใครพบเห็นเลย และทำไมกัน หรือว่าจะเป็นการเรียกค่าไถ่

…ลูกเจ้าอาจอยู่ในอันตรายได้ ถ้าไม่รีบส่งเขาเข้าไปอยู่ในความคุ้มครองของราชสำนัก…

เสียงของซาเลสผู้เป็นราชครู ที่พูดไว้ก่อนจะจากไปดังก้องขึ้นมาในหัวของวินเซนต์

…เป็นที่รู้กันว่าพลังแห่งสภามนตรีจะสมบูรณ์ไม่ได้หากขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไป หนึ่งในนั้นคือองครักษ์ หากมีใครคิดจะก่อกบฏในภายภาคหน้าขึ้นมาล่ะก็ เด็กๆ จะกลายเป็นเป้าหมาย…

‘หรือว่าจะเป็นเพราะเหตุนี้ แต่เซมัสไม่ได้เป็นผู้สืบทอดขององครักษ์นี่ หรือว่าพวกมันหวังจะจับเซมุนแล้วจับไปผิดตัว พวกมันคงแยกไม่ออกหรอก ในเมื่อทั้งคู่เป็นฝาแฝดกัน ต้องใช่แน่ๆ’ วินเซนต์คิด

“ใช่แน่ๆ ต้องใช่แน่ๆ” วินเซนต์พึมพำระหว่างเดินเข้าไปหาเวนด้าซึ่งกำลังร้องไห้ฟูมฟายอยู่อีกฟากของห้อง “พวกมันจับเซมัสไปเพราะคิดว่าเป็นเซมุน เพราะคิดว่าเขาเป็นผู้สืบทอดขององครักษ์”

แต่นั่นยิ่งทำให้ผู้เป็นแม่ร้องไห้หนักกว่าเดิมอีก พร้อมกับกำปั้นที่กระหน่ำทุบตีลงบนแขนของวินเซนต์ “ผู้สืบทงสืบทอดอะไร นี่คุณจะพูดให้ฉันสบายใจไม่ได้เลยใช่ไหม” เวนด้าตัดพ้อต่อว่า

ทันใดนั้นก็มีเสียงหวีดหวิวแหวกอากาศพุ่งมาทางโรงพักแรม แสงประหลาดสีฟ้าเจิดจ้าพุ่งตรงลงที่หน้าประตูใหญ่ของประตูโรงพักแรมแล้วระเบิดกลายเป็นควันสีขาวแกมฟ้า คุณพ่อบ้านรีบให้คนไปแจ้งวินเซนต์กับเวนด้า สักพักหนึ่งทั้งคู่ก็วิ่งหน้าตาตื่นลงมาที่ชั้นล่างอย่างรวดเร็ว

บัดนี้ควันกลุ่มนั้นกลายเป็นรูปร่างของชายคนหนึ่งใต้ชุดคลุม ผ้าคลุมศีรษะของชุดได้ปิดบังหน้าตาของเขาเอาไว้ ตอนนี้เขายืนอยู่ด้านใน กลางโถงรับรองของโรงพักแรม แต่เพียงแค่มองดูก็รู้แล้วว่านี่เป็นคาถานำสาร เพราะทั่วทั้งตัวของเขายังคงเป็นเหมือนหมอกควันสีฟ้าสว่าง ไม่ได้เป็นเช่นของจริงที่จับต้องได้

“ลูกฉันอยู่ที่ไหน” เวนด้ากรีดร้อง “ตอบมาสิ”

คาถานำสารเงยหน้าขึ้น ปรากฏแววตาสีฟ้าขึ้นแวบหนึ่งภายใต้เงามืดของผ้าคลุมศีรษะ

“วินเซนต์ และเวนด้า วิลมอส หากเจ้าต้องการเซมัสลูกของเจ้าคืนในสภาพสมบูรณ์ครบทุกอวัยวะทั้งสามสิบสองประการ พร้อมกระดูกที่แข็งแรงไม่มีส่วนไหนหัก หรือขาดหายไป เจ้าทั้งสองจงมาพบข้าที่โกดังหมายเลขสี่ของท่าเรือฝั่งใต้ในแคว้นทูกาเรส และจงมาเพียงลำพัง ข้าจะจัดคณะไว้ต้อนรับ และขอเตือนเอาไว้ก่อนเลยว่า หากพวกเจ้าไม่ทำตามที่ข้าบอก ด้วยการพาใครมาด้วยล่ะก็ ลูกของเจ้า…”

“พอที” เวนด้ากรีดเสียงอีกครั้ง พลันคาถานำสารก็ระเบิดออก สลายเป็นฝุ่นควันสีฟ้า และจางหายไปในที่สุด

“ที่รัก ทำใจดีๆ เอาไว้นะ” วินเซนต์เรียกภรรยาพลางรีบโอบแขนรับเธอเอาไว้ เมื่อเห็นว่าเวนด้ามีทีท่าจะเป็นลม ทว่าเวนด้าเข้มแข็งกว่าที่เห็นภายนอก เธอกลับลุกขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ก่อนจะหันมาพูดกับสามีอย่างร้อนรน

“มันไม่ได้จับผิดตัว มันรู้ว่านั่นคือเซมัส หรือว่าจะเป็น… ต้องใช่เขาแน่ๆ ไปกันค่ะคุณ” เวนด้าตัดบท

“เดี๋ยวๆ เวนด้า ผมจะไปคนเดียว คุณอยู่ดูเซมุนเถอะ” วินเซนต์เสนอ

“ไม่ค่ะ คุณก็ได้ยินนี่ว่าเราต้องไปด้วย…”

“แต่มันอันตรายนะเวนด้า เราไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร” วินเซนต์อธิบาย

“ฉันพอจะรู้แล้วว่าคนที่จับตัวลูกของเราไปเป็นใคร แล้วอีกอย่าง เมื่อก่อนคุณกับฉันเคยเจออะไรกันมามากกว่านี้เยอะ แค่นี้ฉันไม่เป็นอะไรหรอกน่า เชื่อใจฉันสิคะ” เวนด้าโต้กลับ

“แต่ตอนนี้มันไม่เหมือนเมื่อก่อนนะ ถ้าเราเกิดเป็นอะไรไปกันทั้งคู่ แล้วเซมุนจะอยู่กับใคร” คำพูดของวินเซนต์ทำเอาเวนด้าสะอึก

“แต่ถ้าไม่มีเซมัส ฉันกับเซมุนก็คงอยู่ไม่ได้เหมือนกัน”

“พ่อ…” เสียงเล็กๆ ดังมาจากด้านบน

“คุณวินเซนต์ครับผมห้ามแล้วแต่…” หลังจากพยายามอธิบาย ไมเคิลก็หยุดพูดเมื่อวินเซนต์ยกมือให้พอ

“พ่อให้แม่ไปกับพ่อนั่นแหละ ไม่ต้องห่วงเซมุนหรอก เซมุนดูแลตัวเองได้” เซมุนเจื้อยแจ้วเหมือนคำพูดจากบทละคร “แต่พ่อกับแม่ต้องรู้ไว้ว่า หากไม่กลับมากันครบทั้งสามคน เซมุนจะไม่ไปปราสาทพรุ่งนี้”

พอพูดจบเจ้าตัวก็วิ่งรี่กลับไปยังห้องนอนของตัวเอง โดยที่ยังไม่มีใครพูดอะไรสักคำ

“ปราสาทเหรอ ปราสาทไหนกัน แล้วเซมุนจะไปทำอะไรที่ปราสาท” เวนด้าถามด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ

“เลสบ้อนน่ะ ไว้จะอธิบายให้ฟังทีหลังนะ พ่อบ้านเตรียมเลื่อนที ข้ากับเวนด้าจะไปเอาของบนห้อง” วินเซนต์สั่ง

“ขอรับ นายท่าน” พ่อบ้านตอบ เขาเป็นหัวหน้าคนงานของโรงพักแรมมุนมัสคา ทั้งคุณพ่อบ้านและลูกชายชื่อไมเคิล มักปรากฏตัวในโรงพักแรมด้วยชุดสูทสไตล์พ่อบ้าน ในขณะที่ผู้เป็นพ่อดูแลนายท่านและนายหญิง ไมเคิลผู้เป็นลูกชายก็ทำหน้าที่ดูแลคุณหนูทั้งสองของบ้านวิลมอส

ว่ากันว่าคุณพ่อบ้านรู้จักกับวินเซนต์มาตั้งแต่ยังไม่แต่งงานกับเวนด้า ทั้งคู่ได้ช่วยชีวิตเขาไว้จากการที่เขาเข้าไปพัวพันกับเหตุการณ์ประหลาดที่คาดไม่ถึง และนั่นทำให้คุณพ่อบ้านสำนึกบุญคุณของทั้งคู่เสมอมา กระทั่งคอยอยู่รับใช้ในฐานะพ่อบ้านมาตั้งแต่บัดนั้น

หลังจากที่เตรียมตัวเสร็จแล้ว วินเซนต์และเวนด้าในชุดหนังทะมัดทะแมงที่บางส่วนของชุดเป็นโลหะเนื้อดีที่เย็บติดกับชุดเอาไว้ ก็ปรากฏตัวขึ้น แทบไม่มีใครเคยเห็นทั้งคู่ในชุดแปลกๆ แบบนี้เลย ยกเว้นแต่คุณพ่อบ้านที่ไม่ได้แสดงหน้าตาประหลาดใจเมื่อเห็น มันเหมือนกับชุดนักของสู้ ไม่ก็นักสะกดรอย หรืออาจจะเป็นนักรบเลยทีเดียว

“เห็นชุดนี้แล้วนึกถึงวันเก่าๆ นะขอรับ” คุณพ่อบ้านเอ่ยขึ้น “เพลาๆ มือบ้างนะครับคุณ”

“เราสองคนไม่ได้บ้าเลือดเหมือนเมื่อก่อนแล้วล่ะนะ พ่อบ้าน” วินเซนต์พูดปนอาการเขิน เห็นได้ชัดว่าทั้งคู่ดูผ่อนคลายขึ้นกว่าเมื่อครู่นี้ “แค่เตรียมพร้อมเอาไว้ เพราะเราไม่รู้จุดประสงค์ที่แท้จริงของอีกฝ่าย”

“ข้าจะขับเลื่อนไปส่งท่านเอง ดีที่ว่าเลื่อนที่ไปส่งท่านราชครูกลับมาพอดี ไม่อย่างนั้นเราคงต้องไปด้วยเลื่อนไฟ ซึ่งนั่นจะเสียเวลามาก” คุณพ่อบ้านอธิบายระหว่างที่นำเจ้าของโรงพักแรมมาขึ้นเลื่อน

“งานนี้คงต้องใช้หินลมมรกต ไม่อย่างนั้นคงไม่ทันใจนายหญิงแน่” พ่อบ้านพูดขึ้น เสียงของเขาลอดผ่านช่องเล็กๆ ที่กว้างไม่ถึงคืบ บนผนังที่กั้นระหว่างห้องขับกับห้องโดยสาร

“คุณนี่รู้ใจเราซะทุกเรื่องนะคะ” เวนด้าชมตอบ แม้ใจของเธอจะไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัวสักเท่าไร

“ก็แหม ผมเป็นพ่อบ้าน หัวหน้าคนงานแห่งโรงพักแรมมุนมัสคานี่ครับ” คุณพ่อบ้านยิ้มตอบ

คุณพ่อบ้านหยิบหินสีเขียวเปล่งประกายขึ้นมาจากถุงกำมะหยี่สีเขียวเข้มในกระเป๋าเสื้อสูทด้านขวา แล้วใช้มือซึ่งสวมถุงมือทั้งสองข้างประคองหินซึ่งเขาจิกเอาเศษหินนั้นมาส่วนหนึ่ง พ่อบ้านเก็บหินก้อนนั้นกลับเข้าไปในถุงและกระเป๋าเสื้อสูทตามเดิม แล้วล้วงมือเข้าไปในถุงกำมะหยี่ที่แขวนอยู่หน้าพวงมาลัยขับหยิบหินก้อนเล็กจิ๋วสีเขียวอ่อนๆ มาอีกก้อน จากนั้นเขาใส่มันทั้งคู่ลงในช่องพลังงาน แล้วเลื่อนลมของบ้านวิลมอสก็ลอยขึ้นพร้อมเปล่งแสงสีเขียวทั่วตัวเลื่อน

“เซมัส รอหน่อยนะลูก พ่อกับแม่กำลังไปช่วยแล้ว…” เวนด้ารำพัน

“ขอเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เลยนะเอียน” วินเซนต์ตะโกนแข่งกับเสียงหึ่งๆ ของเลื่อน

“ตามสั่งขอรับ นายท่านวินเซนต์” พ่อบ้านตะโกนตอบ

พลันเลื่อนที่ส่องประกายสีเขียวก็ทะยานออกสู่ความมืดยามค่ำคืน

Ω

What's your reaction?
Love
0%
Bad
0%
Wow
0%
Meh
0%
Cool
0%
Hate
0%
Evil
0%
About The Author
P.Parit
P.Parit
หลงใหลความงามทางภาษา โปรดปรานนวนิยายแฟนตาซีเป็นชีวิตจิตใจ คลั่งไคล้เรื่องลึกลับเหนือธรรมชาติเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ชื่นชอบความยิ่งใหญ่แบบมหากาพย์ นิยมพล็อตที่มีด้านมืด คติความเชื่อ และความฮาไร้สติ เชี่ยวชาญการเล่าเรื่องปากเปล่า แต่อยากถ่ายทอดผ่านตัวหนังสือให้คนอื่นอ่านดูบ้าง

Leave a Reply