Writings
Now Reading
บัลลังก์สิ้นแสง: สาม
0

บัลลังก์สิ้นแสง: สาม

by P.ParitMay 14, 2014

“พี่เซมุน… พี่… พี่เซมุน”

เซมุนค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างงัวเงีย ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่านั่นเป็นเสียงที่แสนคุ้นเคย

“เซมัส เจ้ากลับมาแล้ว” เซมุนตะโกนพลางลุกขึ้นกอดน้องชายอย่างแนบแน่น

“พี่ ข้าหายใจไม่ออก” เซมัสพูดอย่างอึดอัดก่อนที่อีกฝ่ายจะค่อยๆ ปล่อยมือออก

“ไงเซมุน” วิคเตอร์ทักทาย “เจ้าสองคนนี่เป็นแฝดที่ไม่ค่อยจะเหมือนกันเท่าไหร่นะ ข้าว่า”

“นั่นใครอ่ะเซมัส” เซมุนเอ่ยถาม

“นั่นลุงวิคเตอร์ พี่ชายของพ่อน่ะ” เซมัสตอบ “เขานี่แหละที่จับข้าไปเพราะจะแกล้งพ่อ”

“ข้าไม่ได้จับเจ้าไปเพราะเรื่องนั้นเสียหน่อย” อีกฝ่ายแย้ง

“นี่ๆ พี่เซมุน ลุงวิคเตอร์ใช้เวทมนตร์ได้ด้วยนะ ข้าเห็นมากับตาเลย เขาทำให้ข้าดู”

“จริงเหรอเซมัส เขา… เอ่อ ลุงวิคเตอร์ ทำให้เจ้าดูเหรอ” เซมุนพูดด้วยเสียงตื่นเต้น

“อย่าบอกนะว่าเจ้าก็อยากดูด้วยน่ะ” ผู้เป็นลุงพูดขึ้นก่อนที่อีกฝ่ายจะพยักหน้ารับ

“งั้นถือว่านี่เป็นของขวัญสำหรับการพบกันครั้งแรก และเป็นนิทานก่อนนอนสำหรับเจ้าแฝดตัวน้อยของลุงทั้งสองก็แล้วกันนะ ในเมื่อมันเป็นนิทานก่อนนอน ดูจบแล้ว ก็ต้องนอนนะ เข้าใจไหม” วิคเตอร์พูดอย่างร่าเริง เขาลากเก้าอี้มานั่งตรงปลายเตียงของฝาแฝด ชูฝ่ามือทั้งสองเข้าหากันก่อนจะหลับตา

ทันใดนั้นก็มีจุดสีแดงเล็กๆ เกิดขึ้นตรงระหว่างฝ่ามือของเขา ก่อนที่มันจะค่อยๆ ลุกโชนและใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุด มันก็กลายเป็นรูปร่างของนกที่มีลักษณะของขนปีกและหางที่ยาวและแยกออกอย่างประหลาดตา นกที่ลุกเป็นไฟนั้นค่อยๆ กระพือปีกบินไปรอบๆ ห้อง สยายปีกและสะบัดขนหาง พลางหมุนตัวไปมาอย่างอ่อนช้อย มันบินเข้าใกล้เด็กน้อยทั้งสองเหมือนพยายามจะเล่นด้วย แล้วทะยานบินไปรอบๆ อีกครั้ง ก่อนจะพุ่งเข้าใส่เตาผิงจนไฟในเตาลุกโชนขึ้น และไฟในเตานั้นก็แสดงภาพของงานรื่นเริงของสรรพสัตว์จากเทพนิยาย ปกรณัม และเรื่องปรัมปรา เป็นที่เพลิดเพลินอยู่นาน

“เอาล่ะ จบการแสดงของวันนี้ พวกเจ้านอนได้แล้วล่ะ” วิคเตอร์พูดพลางปรบมือให้ตัวเอง

“นั่นตัวอะไรเหรอครับ” เซมัสเอ่ยถาม “นกตัวที่บินไปรอบๆ ตัวนั้น”

“นั่นฟีนิกซ์ นกหงส์ไฟแห่งแดนตะวันออก มันเป็นนกที่เป็นอมตะ” วิคเตอร์อธิบาย “พอมันโตเต็มวัยมันก็จะเผาตัวเองและเกิดใหม่จากเถ้าถ่านที่ทิ้งไว้ และทุกครั้งที่มันเกิดใหม่ มันจะรวบรวมเถ้าถ่านของมัน แล้วบินไปยังโพ้นทะเล เพื่อโปรยเถ้าถ่านนั้นเหนือวิหารเทพเจ้าเป็นการบูชา ว่ากันว่ามันเป็นนกที่มีอยู่เพียงตัวเดียวเท่านั้น”

“ข้าอยากมีเวทมนตร์แบบลุงบ้างจัง” เซมุนพึมพำ

“ท่านลุงสัญญาว่าจะสอนให้เมื่อข้าโตขึ้นด้วยล่ะพี่” เซมัสอวด

“เจ้ามีแน่เซมุน ที่ๆ เจ้าจะไปพรุ่งนี้ เขาจะสอนเจ้าทุกอย่างรวมถึงเวทมนตร์ เจ้าจะได้เห็นยิ่งกว่าที่ข้าแสดงให้เจ้าดูอีก” วิคเตอร์บอก “และตอนนี้หลานข้าทั้งสองต้องนอนเสียที เพราะข้าง่วงแล้วนะ”

วิคเตอร์บรรจงห่มผ้าให้หลานทั้งสองคน ตอนนี้สายตาของทั้งสามคนที่มองกัน มีแววสนิทสนมกันมากขึ้น จากนั้นเขาก็ดีดนิ้วขึ้น พลันแสงไฟในห้องก็ค่อยๆ ดับลง เหลือเพียงไฟอุ่นๆ จากเตาผิงที่ยังคงลุกโชน

“ราตรีสวัสดิ์หลานข้า” วิคเตอร์พูดก่อนจะปิดประตูห้องตามหลัง

แม้ว่าวิคเตอร์จะออกจากห้องไปแล้ว แต่เด็กน้อยฝาแฝดทั้งสองคน ก็ยังไม่สามารถข่มตาหลับลงได้ เพราะอีกไม่นาน วันรุ่งขึ้นก็จะมาถึง วันที่ทำให้ทั้งคู่อยากจะใช้เวทมนตร์อันลึกลับหยุดเวลาเอาไว้ ไม่ให้ข้ามพ้นค่ำคืนนี้ไป

“ข้าไม่อยากแยกกับพี่เลย เซมุน” เซมัสพูดเสียงละห้อย “ข้าต้องเหงาอยู่คนเดียวแน่ๆ

เซมุนค่อยๆ หยิบแท่งผลึกแก้วที่ได้รับจากท่านราชครูเมื่อกลางวันขึ้นมาจากในลิ้นชักของตู้หัวนอน แล้วมองดูมันอย่างสงสัย นี่คือสิ่งที่จะทำให้ชีวิตที่แสนสงบสุขต้องเปลี่ยนแปลงไปใช่หรือไม่ ต้องแยกจากครอบครัว แยกจากน้องชายฝาแฝด แล้วเมื่อทำอย่างนั้นแล้วจะมีความสุขหรือ จะยอมแลกครอบครัวกับการเป็นผู้สืบทอดขององครักษ์หรือเป็นผู้ที่สามารถใช้เวทมนตร์ได้อย่างนั้นหรือ จะมีทางใดที่จะหลีกเลี่ยงชะตาในครั้งนี้ได้บ้าง

“ข้าก็ไม่อยากจากเจ้าไปเหมือนกัน เซมัส” ผู้เป็นพี่เอ่ย

“แต่เก้าโมงวันพรุ่งนี้พี่ก็ต้องไปแล้วนี่” เซมัสค้านด้วยเสียงเศร้า

“เจ้าแอบฟังพ่อตามเคยล่ะสิ ถึงได้รู้เวลาด้วย”

“ก็ตามที่เราเคยทำกันนั่นแหละ” เซมัสตอบพร้อมเกาหัวอย่างเสียไม่ได้

“ถ้าเจ้าไม่อยากแยกกับข้าจริง เจ้าทำอะไรให้ข้าสักอย่างได้หรือเปล่าล่ะ เซมัส”

คืนนั้น เด็กน้อยทั้งสองคนก็ปฏิบัติการลับกัน แผนการที่ง่าย แต่ทั้งคู่เชื่อว่ามันจะได้ผล เพื่อกันไม่ให้ใครต้องไปจากครอบครัว โดยหารู้ไม่ว่า พวกเขาตกอยู่ภายใต้การสังเกตการณ์ของผู้เป็นลุงที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูมาโดยตลอด

‘ไม่ว่าอย่างไร พวกเจ้าก็หลีกหนีชะตาแห่งแสงไปไม่ได้หรอก หลานที่รักของข้า’

Ξ

ดึกสงัด… มุนมัสคาตกอยู่ในความเงียบงัน ต่างกับบรรยากาศในตอนกลางวันที่เต็มไปด้วยผู้คนอย่างสิ้นเชิง แผนของวิคเตอร์สำเร็จ ความวุ่นวายตั้งแต่ช่วงบ่ายช่วยประวิงเวลาไปได้มาก ความวุ่นวายที่ทำให้ศัตรูไม่กล้าลงมือ ความวุ่นวายที่ทำให้หลานของเขาปลอดภัย

หลังจากกลับออกมาจากห้องของหลานๆ วิคเตอร์ก็ไม่ได้ไปยังห้องที่น้องชายและน้องสะใภ้จัดไว้ให้ แต่หลบออกไปด้านนอกแทน หลังจากที่กางสนามเวทมนตร์เพื่อดักผู้บุกรุกเอาไว้รอบๆ โรงพักแรมแห่งนี้แล้ว เขาก็ปีนขึ้นไปนั่งเฝ้าอยู่บนหลังคา และครุ่นคิดในสิ่งที่ยังกวนใจเขาอยู่

‘ไม่ผิดแน่ ถ้าการคาดการณ์ของเราไม่ผิดพลาด พวกนั้นจะต้องลงมือในคืนนี้’

“วิคเตอร์” เสียงของวินเซนต์ดังมาจากด้านหลัง ทำให้ความเงียบงันยุติลง “มาอยู่ที่นี่เอง ข้าตามหาเสียทั่ว”

“เจ้ายังไม่นอนอีกหรือ พรุ่งนี้เจ้าต้องพาเซมุนไปที่ปราสาทแต่เช้านะ”

“ข้าออกมาเข้าห้องน้ำน่ะ ผ่านห้องพี่เลยเข้าไปดู เห็นพี่ไม่อยู่เลยออกมาตาม” วินเซนต์อธิบาย

“ไม่ต้องห่วงข้าหรอก ข้ามีเรื่องไม่สบายใจนิดหน่อยน่ะ คืนนี้ขอนั่งเฝ้าไปอย่างนี้ดีกว่า”

“ถ้าอย่างนั้น ข้านั่งคุยเป็นเพื่อนพี่สักพักแล้วกัน” วินเซนต์ออกความคิด พร้อมกับนั่งลงข้างๆ พี่ชาย แล้วยื่นแก้วน้ำที่มีไอร้อนพวยพุ่งให้กับวิคเตอร์ ก่อนที่อีกฝ่ายจะรับแก้วนั้นไปถือเอาไว้

“การระบุตัวว่าที่องครักษ์ ขององค์กษัตริย์และสภามนตรีรุ่นต่อไปในตอนที่เกิดนั้น เป็นเรื่องที่ต้องกระทำกันอย่างลับที่สุด แทบไม่มีคนนอกที่จะรู้เรื่องนี้เลย” วิคเตอร์พูดขึ้น ก่อนจะอธิบายต่อว่า “หากใครก็ตามที่คิดจะโค่นอำนาจของผู้ปกครอง และทำลายราชบัลลังก์ให้สิ้นลง ก็มักจะยึดเอาการทำลายว่าที่องครักษ์เป็นเป้าหมาย เจ้ารู้หรือไม่ว่าทำไม”

วินเซนต์ส่ายหน้า ก่อนที่อีกฝ่ายจะกล่าวต่อไป “อำนาจขององค์กษัตริย์และเหล่าผู้ครองแคว้นนั้น ประกอบขึ้นจากผู้คนมากมาย ที่สามารถพลีกายถวายชีวิตให้กับพวกเขาได้ เพื่อปกป้องราชบัลลังก์เอาไว้ ในบรรดาผู้คนเหล่านั้น องครักษ์คือบุคคลที่มีชะตาผูกติดอยู่กับองค์กษัตริย์และผู้ครองแคว้นแต่ละคน เพราะตกฟากในวันและเวลาเดียวกัน หากองครักษ์คนใดคนหนึ่งถูกทำลายลง ขุมอำนาจจะไม่สมบูรณ์ และอาจทำให้เกิดกลียุคขึ้นได้”

“นี่เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมต้องเป็นลูกข้าอย่างนั้นหรือ” วินเซนต์พูดเสียงละห้อย

“ใช่แล้วล่ะน้องข้า และเพื่อยืนยันว่าพวกเขาคือว่าที่องครักษ์ตัวจริง ทั้งหมดจะต้องผ่านพิธีการคัดสรร ซึ่งพิธีนี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อว่าที่องครักษ์ที่อายุน้อยที่สุด มีอายุครบสี่ปี ซึ่งนั่นก็คือหลานของข้า สัปดาห์ที่แล้วใช่ไหม”

วินเซนต์พยักหน้ารับ ก่อนจะพูดขึ้น “เมื่อครู่พี่บอกว่ามีเรื่องไม่สบายใจ เล่ามาด้วยเลยก็ได้นะ”

“การแจ้งข่าวและพิธีคัดสรร จะถูกจัดขึ้นอย่างรวดเร็วในหลายวันนี้ เพื่อทำให้คนที่คิดร้ายและรอคอยจังหวะอยู่ไม่สามารถตั้งตัวติด ซึ่งมันก็ได้ผล ทั้งแปดคน” วิคเตอร์หยุดพูด สูดลมหายใจ ในขณะที่ตามองลงไปในแก้วที่ได้รับจากน้องชาย “น่าเสียดายที่มันไม่ได้ผลกับหลานของข้า”

วินเซนต์หน้าถอดสี ก่อนจะพูดขึ้นอย่างรีบร้อน “พี่หมายความว่ายังไง”

“วันนี้มีคนตามซาเลสมา คงจะมีฝีมือไม่ใช่ย่อยแน่ๆ เพราะขนาดเขาใช้คาถาย่นมิติ ก็ยังตามมาทัน” วิคเตอร์เงียบลง เขายื่นมือออกไปข้างหน้า แล้วเรียกเอาทอเรส ค้อนยักษ์คู่กายให้ปรากฏขึ้น “ว่าที่องครักษ์คนสุดท้ายที่ยังไม่ได้เข้าพิธีคัดสรร นี่คือโอกาสสุดท้ายของพวกมันที่จะลงมือแล้ว เพราะเมื่อหลานข้าเข้าไปอยู่ในความดูแลของผู้คัดสรรเมื่อใด พวกมันก็หมดสิทธิ์ ที่จะคิดทำลายอำนาจของราชบัลลังก์แห่งเซเลเนียได้อีก”

สุดเสียง วิคเตอร์เหวี่ยงเอาค้อนยักษ์ในมือฟาดไปทางน้องชายของตัวเอง แรงของค้อนทำให้อากาศรอบๆ วูบไหว ในขณะที่วิคเตอร์หลบรัศมีของค้อนได้ทันเวลา ก่อนที่ร่างของเขาจะแหลกเป็นผุยผง

“เห็นได้ชัดว่าข้าคาดการณ์ไม่ผิด พวกเจ้าจะต้องลงมือในคืนนี้” วิคเตอร์พูดเยาะเย้ยอย่างผู้มีชัย

“รู้ตัวตั้งแต่เมื่อไหร่กัน” อีกฝ่ายถามขึ้น ก่อนที่สีหน้าอันเจ้าเล่ห์จะปรากฏบนใบหน้านั้น แววตาที่วิคเตอร์รู้ได้ทันทีว่าเป็นใคร แม้จะยังอยู่ในคราบของวินเซนต์ก็ตาม

วิคเตอร์เทน้ำจากแก้วที่อยู่ในมือลงบนพื้นหลังคา “เสียใจด้วยนะ เผอิญว่าข้าไม่ชอบกาแฟน่ะ อีกอย่างหนึ่ง ขอบอกว่าคราวนี้เจ้าทำให้ข้าแปลกใจอยู่ไม่น้อย ปลอมตัวได้แนบเนียนมาก แต่แผนล้มแบบนี้ อีกเดี๋ยวคงจะพยายามเล่นแบบหมาหมู่ล่ะสิ”

“อย่าย่ามใจไปนักท่านวิคเตอร์ ข้าแค่อยากลองเป็นผู้ร้ายฉายเดี่ยวดูบ้างก็เท่านั้น แต่ในเมื่อท่านจับได้อย่างนี้ ข้าก็คงจะต้องเล่นแบบหมาหมู่เหมือนที่ท่านบอกนั่นแหละ บุก!”

ทว่าทุกอย่างยังคงตกอยู่ในความเงียบ ทำเอาผู้หวังร้ายใจเสีย และมองหาพวกอย่างร้อนรน

“มองหาพวกของเจ้าอยู่หรือเฮล์ม” วิคเตอร์พูดแล้วหัวเราะเย้ยหยัน “ป่านนี้เจ้าวินเซนต์กับเวนด้าส่งไปอยู่กับบรรพบุรุษหมดแล้วล่ะ สนามเวทมนตร์ที่ข้ากางเอาไว้ มันกันเสียงเข้าด้วยน่ะ โทษทีนะ เจ้าเลยไม่ได้ยินพวกมันร้องเลย”

เฮล์ม… ศัตรูในคราบของวินเซนต์ วิลมอส ค่อยๆ ก้าวถอยหลังไปด้วยความกลัวที่อยู่ลึกลงไปภายในใจ เขารู้ว่าไม่สามารถล้มวิคเตอร์เพียงลำพังได้แน่

“นั่นเจ้ากำลังกลัวหรือเฮล์ม นี่ข้ายังไม่ได้ลงมือจริงจังเลยนะ” วิคเตอร์พูดพร้อมกับก้าวตามมา ทีละก้าวๆ

ทันใดนั้น เฮล์มก็หยุดนิ่ง เขาก้าวถอยหลังต่อไปไม่ได้ ความกลัวของผู้หวังร้าย ทำให้ตัวเองถอยไปยืนอยู่บนกับดักที่วิคเตอร์เตรียมเอาไว้ วงเวทที่ถูกเขียนขึ้นเพื่อควบคุมผู้บุกรุก และศัตรูของช่างตีเหล็กคนนี้

“ข้าให้โอกาสเจ้าปรับปรุงตัวนับครั้งไม่ถ้วน ตั้งแต่เจ้าริเป็นหัวขโมยวัยกระเตาะ นี่เจ้าสิบแปดแล้วนะเฮล์ม โตได้แล้ว จะพยายามทำเลวเพื่อประชดข้าไปถึงเมื่อไหร่ ทำแล้วได้อะไรขึ้นมา ชีวิตเจ้าเองมีแต่พังกับพัง เจ้าควรจะเห็นแก่แม่ของเจ้าบ้าง ที่นางอุตส่าห์ฝากฝังเจ้าเอาไว้กับข้าก่อนที่นางจะตาย” วิคเตอร์ตัดพ้อแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนที่เขาจะพูดต่อด้วยสีหน้าและน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป เต็มไปด้วยความจริงจังจนน่ากลัว “นี่ข้าเคยหวังลึกๆ นะว่า คนที่ไม่ได้ตั้งใจที่จะเป็นคนเลวอย่างเจ้าจะกลับตัวได้ แต่เวลาก็พิสูจน์แล้วว่าไม่!”

“อ… อย่า… ท่านวิคเตอร์… ข้าขอร้อง อย่าฆ่าข้าเลย ข้าผิดไปแล้ว” เฮล์มรีบร้องขอชีวิตอย่างหวาดกลัวสุดขีด สติและจิตใจที่ควบคุมไม่ได้ ทำให้คราบของวินเซนต์หายไป เหลือแต่เพียงเด็กหนุ่มผมดำวัยคะนอง ที่แปดปีก่อน เคยอยากเป็นช่างตีเหล็ก เพื่อตีอาวุธดีๆ ไว้ปกป้องแม่จากพ่ออารมณ์ร้าย

ตอนนั้นวิคเตอร์ปฏิเสธที่จะสอนให้เพราะยังเด็กเกินไป แรกๆ เฮล์มก็ยอมรอ แต่พอแม่ถูกพ่อทำร้ายจนร่างกายบอบช้ำและตายจากเขาไป หมอนี่ก็กลายเป็นเด็กที่จงใจและพยายามที่จะเลวเพื่อเรียกร้องความสนใจ เพื่อประชดวิคเตอร์ คนที่ปฏิเสธเขา แต่นั่นกลับทำให้วิคเตอร์ไม่ยอมรับเฮล์มเป็นศิษย์อีกเลย แม้ว่าเขาจะโตพอแล้วก็ตาม จนสุดท้ายวิคเตอร์ก็ไปจากที่นี่เมื่อห้าปีก่อน

“โอ๋… เฮล์มเอ๋ย ทำไมต้องเป็นเจ้าด้วยนะ บอกข้ามาสิว่าเจ้าคิดอะไรอยู่ คิดว่าจะปลิดชีพหลานข้าได้โดยไม่ผ่านข้าไปเนี่ยนะ ว่ามาซิ ใครให้เจ้ามาทำงานนี้!” วิคเตอร์พูดก่อนที่จะตะคอกใส่หน้าของเฮล์ม

“ข… ข้า… ข้าไม่รู้ชื่อของเขาหรอก เขาใส่ชุดดำแล้วเอาผ้าคลุมหัวไว้ตลอด หน้าของเขาข้ายังไม่เห็นเลย”

วิคเตอร์รู้ได้ทันทีว่าเฮล์มไม่ได้โกหก ก่อนที่จะฟังอีกฝ่ายพูดต่อ “ข้ารู้ดี ว่าไม่มีทางทำงานนี้ได้สำเร็จ แทบไม่ต้องพูดถึงเรื่องปลิดชีพหลานท่านเลย ต… แต่… ข้าก็รับงานนี้ไว้ เพราะรู้ว่าจะได้เจอท่านนั่นแหละ และอันที่จริง ข้าเองก็ไม่ได้ทำเรื่องไม่ดีอีกเลยตั้งแต่ท่านไปจากที่นี่ ถามท่านวินเซนต์ดูก็ได้”

“เจ้าไม่ใช่คนที่ตามซาเลสมาสินะ… ถ้าอย่างนั้น…” ทันใดนั้นวิคเตอร์ก็คิดวิธีบางอย่างออก เขากระชากคอเสื้อของอีกฝ่ายแล้วยกขึ้นเหนือพื้น “ถ้าอย่างนั้นข้าขอดูตอนที่เจ้าเจอกับเขาหน่อยก็แล้วกัน มองตาข้า!”

เฮล์มตัวแข็งทื่อ เขายอมสบตากับวิคเตอร์ด้วยความพรั่นพรึง ก่อนที่ช่างตีเหล็กจะเข้าไปในหัวของเขา

แต่ทว่า ยังไม่ทันที่วิคเตอร์จะได้เห็นอะไร เฮล์มก็ร้องขึ้นอย่างเจ็บปวด ทำให้วิคเตอร์ต้องรีบวางอีกฝ่ายลงกับพื้น ก่อนที่เขาจะพบว่ามีมีดเล่มเล็กๆ หนึ่งคู่ ปักอยู่ที่กลางหลังของเฮล์ม พร้อมกับเงาหนึ่งที่เคลื่อนหายไปในความมืด

ชีวิตของเฮล์มที่กำลังจะสูญไป เป็นสิ่งที่วิคเตอร์รู้สึกได้ เขาดึงคอเสื้อของอีกฝ่ายขึ้นมาอีกครั้ง “เฮล์ม! ฟังข้า!” ทว่าอีกฝ่ายไม่ตอบสนอง ทำให้วิคเตอร์ตัดสินใจพูดกับเฮล์มในสิ่งที่เขาปฏิเสธมาตลอด

“เจ้าหนุ่มน้อย นี่คือคำสัญญาจากข้า ถ้าเจ้ารอด ข้าจะทำตามที่เจ้าต้องการ เจ้าจะได้ตีเหล็ก ทำอาวุธดีๆ ไว้ปกป้องคนที่อ่อนแอ เจ้าจะได้เป็นศิษย์ของข้า ได้ยินหรือไม่ เจ้าจะได้เป็นศิษย์ของช่างตีเหล็ก เป็นศิษย์ของวิคเตอร์ผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ คราวนี้จงฟื้นขึ้นมาเสีย เฮล์ม!”

Ψ

วินเซนต์ก้มลงดูนาฬิกาของตนเอง เมื่อมันบอกเวลาเก้านาฬิกาตรง ในขณะที่เลื่อนลมค่อยๆ จอดลงที่หน้าประตูพระราชวังของแคว้นนาราซิส การเดินทางในครั้งนี้ปราศจากเงาของผู้เป็นแม่ เพราะหลังจากอาหารมื้อเช้าของวัน เธอก็ขังตัวเองไว้ในห้องแล้วร้องไห้ฟูมฟายอย่างเอาเป็นเอาตายที่ลูกของเธอต้องไปเติบโตห่างจากอกแม่

“หวังว่าเวนด้าคงจะดีขึ้นแล้วเมื่อเรากลับไปถึง” วิคเตอร์พูดขึ้น

“ข้าก็หวังให้เป็นอย่างนั้น” วินเซนต์เห็นด้วย “เธอเป็นคนที่รับเรื่องสะเทือนใจไม่ค่อยเก่งจริงๆ”

“อ้อ และก่อนที่เจ้าจะไปนะเซมุน ข้ามีอะไรให้เจ้าด้วย” วิคเตอร์พยายามทำเสียงให้ร่าเริง “เป็นของขวัญจากอาจารย์ปู่ คนที่สั่งสอนวิชาทั้งหลายให้เราทั้งสามคนมาก่อน ทั้งลุง กับพ่อและแม่ของเจ้า เขาฝากข้ามารับขวัญเจ้าน่ะ”

วิคเตอร์ยื่นมีดสั้นที่ทำจากโลหะสีเงินทั้งเล่ม แม้กระทั่งด้ามจับ พร้อมฝักของมีดที่เป็นโลหะเช่นกัน มีดเล่มนั้นมีสายสำหรับคล้องเอวอยู่ด้วย และมันเงางามจนทำให้อีกฝ่ายตกตะลึงขณะที่รับของขวัญมาไว้ในมือ

“ของผ… ของเซมุนจริงๆ เหรอ” ผู้รับทำเสียงตื่นเต้น

“จริงสิเจ้าตัวน้อย ลุงจะโกหกเจ้าทำไมล่ะ” วิคเตอร์ตอบ

วินเซนต์และวิคเตอร์พาเซมุนลงจากเลื่อนแล้วเดินตรงไปที่หน้าประตูของพระราชวัง ก่อนที่จะมีเสียงตะโกนสั่งอยู่หลังประตูใหญ่บานนั้น ให้เปิดรับผู้มาเยือน

ภายในกำแพงของพระราชวัง เต็มไปด้วยสวนของพืชพรรณนาๆ ชนิด ไม่ว่าจะเป็นไม้ยืนต้นที่แผ่กิ่งก้านสาขาและสร้างร่มเงาในรั้วพระราชวัง หรือสวนดอกไม้ที่สร้างความสดชื่นให้กับผู้พบเห็น ส่วนของทางเดินมีการจัดวางหินที่แกะสลักเลียนแบบลักษณะของธรรมชาติอยู่ตลอดทาง จนเห็นได้ชัดว่าเจ้าของปราสาท คงจะเป็นพวกที่รักธรรมชาติอยู่ไม่น้อย

ที่ใจกลางของพื้นที่ในกำแพงพระราชวัง ปราสาทหลังใหญ่ที่แกะสลักจากหินอ่อนอย่างประณีตก็ตั้งตระหง่านเป็นจุดหมายที่รอคอยผู้ที่มาเยือนอยู่เสมอ และตามระเบียงหรือหน้าต่างของปราสาทหลังนั้น ก็ยังมีเถาวัลย์ของแมกไม้ประดับที่พันกิ่งก้านสาขาจนทำให้มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติได้อย่างแยบยล

“ปราสาทหินอ่อนหลังนั้น คือปราสาทเลสบ้อน ที่พำนักของผู้ครองแคว้นแห่งนาราซิส และราชวงศ์นาราซทั้งหมด” วินเซนต์อธิบาย “หลังประตูใหญ่บานนั้น ผู้คัดสรรจะรอเจ้าอยู่ เพื่อยืนยันตัวตนว่าเจ้าเป็นผู้สืบทอดขององครักษ์”

วินเซนต์คุกเข่าลงตรงหน้าของเซมุน เขาอยากมองหน้าลูกชัดๆ อีกครั้ง แต่อีกฝ่ายไม่ยอมให้ลดผ้าคลุมหัวลง เขาจึงเปลี่ยนไปกอดลูกเอาไว้แทน เป็นอ้อมกอดที่แนบแน่น ในขณะที่อีกฝ่ายก็กอดตอบ

“ลุงสัญญานะเซมุน ว่าจะพาพ่อกับแม่ของเจ้าไปเยี่ยมเจ้าที่ฮาราร์ทบ่อยๆ” วิคเตอร์เอ่ยขึ้นพลางลูบศีรษะหลาน “เจ้าต้องสัญญาว่าจะหมั่นฝึกฝน และทำตามที่อาจารย์ของเจ้าสั่งสอน อย่าเป็นเด็กดื้อล่ะ เข้าใจไหม”

เซมุนพยักหน้ารับในขณะที่ผู้เป็นพ่อกำลังรัดสายคล้องเอวของมีดสั้นเล่มใหม่เอี่ยมเข้าที่เข็มขัดของเขา

“เจ้าพร้อมนะเซมุน” วินเซนต์พูดพลางลุกขึ้นยืน “พ่อกับลุงจะรออยู่ตรงนี้จนกว่าการคัดสรรจะเสร็จสิ้น”

อีกฝ่ายเงยหน้ามองครอบครัวของตนก่อนจะสูดหายใจเข้าอย่างลึกที่สุด แล้วออกวิ่งไปยังประตูของปราสาท ที่ๆ เป็นจุดหมายของเขาในวันนี้ แต่ทว่าประตูนั่นไม่ยอมเปิดรับเมื่อเขาไปถึง

“จงแสดงสัญลักษณ์แห่งผู้สืบทอด” เสียงดังมาจากบานประตู

เซมุนล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าของเสื้อคลุมแล้วหยิบแท่งผลึกแก้วสีฟ้าสว่างเหลือบเขียวแท่งนั้นออกมา ก่อนจะยื่นมันออกไปที่ด้านหน้าของประตู เพื่อแสดงสถานะของการเป็นผู้สืบทอดขององครักษ์

ประตูบานนั้นไม่ตอบ มันเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนที่มันจะตอบสนองสถานะนั้นด้วยการเปิดประตูต้อนรับ

เซมุนเดินเข้าไปในโถงทางเดินหินอ่อนที่แสนกว้างขวาง แต่ว่างเปล่าไร้ผู้คน จะมีก็แต่เพียงรูปปั้นหินอ่อนแกะสลักหลายสิบตัว วางเรียงรายอยู่รอบๆ และที่ตรงหน้าของเขาคือบันไดหินที่ถูกแกะขึ้นไปห้าขั้น ก่อนจะแยกออกเป็นซ้ายและขวาเพื่อขึ้นสู่ระเบียงชั้นสองของปราสาท และที่ตรงกลางนั่นก็มีรูปปั้นอยู่อีกตัวหนึ่ง

“จงหยุดอยู่ตรงนั้น” เสียงหนึ่งดังขึ้นขณะที่เซมุนเกือบจะเดินไปถึงบันไดปราสาทขั้นแรก

สูงขึ้นเหนือบันไดที่ลาดไปสู่ระเบียงชั้นสอง ใต้หลังคาสูงของปราสาท มีช่องว่างอยู่เหนือกำแพงที่ทอดตัวขึ้นจากพื้น ณ ที่แห่งนั้น ปรากฏชายชราผู้มีผมและหนวดเครายาวสีดอกเลา ภายใต้ชุดคลุมสีขาวสง่างาม ในมือของชายชรา มีไม้เท้าที่ยาวเท่าๆ กับความสูงของเขา เป็นสีขาวเช่นเดียวกัน เขามองลงมาที่เซมุนอย่างเอ็นดู ก่อนที่เขาจะลอยตัวลงมาอย่างนุ่มนวล ในขณะที่เซมุนมองตามชายชราที่กำลังลดระดับลงมาจากความสูงที่คงทำให้คนปกติเสียชีวิตได้อย่างอัศจรรย์ใจ

ชายชรายื่นมือมาคว้าแท่งผลึกแก้วจากมือของเซมุนอย่างละเมียดละไม เหมือนเกรงอีกฝ่ายจะตกใจ

“เซมุน วิลมอส คือเจ้าหรือ” ชายชราเอ่ยถาม

“เอ่อ… คือ… ไม่ใช่ครับ” เขาทำเสียงอ่อน

“แล้วเจ้าเป็นใครกันเล่าเจ้าหนู” ชายชราถามขึ้นด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่ฉงนใจอย่างมาก

“ผมชื่อเซมัส วิลมอส พี่เซมุนฝาแฝดของผม ให้ผมปลอมตัวแล้วช่วยเอาสิ่งนั้นมาคืนครับ”

“คืนอย่างนั้นหรือ” ชายชราพึมพำอย่างสงสัย “ข้าเกรงว่ามันจะสายไปแล้ว ทันทีที่ได้รับเอาแท่งผลึกแก้วศักดิ์สิทธิ์นี้ไป ก็เท่ากับว่าเจ้าตัวได้ยอมรับชะตากรรมของการเป็นผู้สืบทอดขององครักษ์แล้ว”

ชายชราก้มลงมองอักษรสลักสีทองที่แท่งผลึกแก้วอย่างกลัดกลุ้ม มันเป็นอักษรที่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อพันธะสัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว เด็กผู้เป็นเจ้าของนั้นยากจะถอนตัวแล้ว ทว่าบางอย่างยังคงกวนใจเขาอยู่

“แต่ในเมื่อเจ้าไม่ใช่เจ้าของสิ่งนี้ เหตุใดเจ้าจึงสามารถผ่านเข้าประสูปราสาทมาได้กันนะ ข้าล่ะสงสัยจริงๆ” เขาพูดกับเซมัสอีกครั้ง “บางทีเจ้าอาจจะมีอะไรพิเศษพอๆ กับพี่ของเจ้าก็ได้นะเจ้าหนู”

ชายชราล้วงมือเข้าไปในถุงกำมะหยี่ย้อมสีขาว ซึ่งแขวนไว้ที่เอวของเขา หยิบเอาแท่งผลึกแก้วสีเดียวกับที่เขาถืออยู่ขึ้นมาอีกแท่งหนึ่ง จากนั้นเขาก็ยื่นให้เซมัส ซึ่งเซมัสเอง ก็รับแท่งผลึกแก้วแท่งใหม่ไปอย่างว่าง่าย

“บอกซิเจ้าเห็นอะไร หนุ่มน้อย” ชายชราถาม “อัญมณีแท่งนั้นปรากฏสิ่งใดขึ้นมาหรือไม่”

เซมัสก้มมองแท่งผลึกแก้วในมือ กวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วเขาก็พบตัวอักษรที่ค่อยๆ ปรากฏขึ้น

“มีอักษรสีทองอยู่ครับ มันค่อยๆ ชัดขึ้นมา เป็นชื่อของผม และ…”

“ไหนข้าดูซิ” ชายชราพูดพร้อมยื่นมือออกไปเพื่อรับแท่งผลึกแก้ว

เซมัสส่งคืนแท่งผลึกแก้วในมือกลับไปให้กับชายชราอีกครั้ง

“เซมัส วิลมอส องครักษ์และจอมเวท” ชายชราอ่าน

“องครักษ์และจอมเวท” เซมัสอุทาน

“เป็นไปไม่ได้ พันธะสัญญาได้ผูกพันครบทั้งเก้าคนแล้วนี่” ชายชราพึมพำ

ชายชราหันมาทางเซมัสอย่างสงสัยใคร่รู้ ทันใดนั้นเขาก็ชี้นิ้วไปยังรูปปั้นที่ยืนอยู่ระหว่างบันไดที่แยกออกเป็นฝั่งซ้ายและขวา รูปปั้นนั้นเริ่มขยับและมีชีวิต มันเงื้อดาบที่ทำจากหินอ่อนของมันออก และเดินตรงมาหาเซมัสอย่างน่าหวาดกลัว รูปปั้นนั้นมีท่าทีที่คุกคามจนเด็กน้อยสามารถรู้สึกได้

เซมัสตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ชายชรากำลังจะทำสิ่งใดกันแน่ แต่ก่อนที่จะได้รับคำตอบใดๆ ในตอนนี้เขาต้องป้องกันตัวจากอันตรายเฉพาะหน้าเสียก่อน แล้วเขาก็นึกถึงอาวุธหนึ่งเดียวที่เขามีอยู่ มีดสั้นที่ลุงให้มา และในขณะที่เขาพยายามจะชักมันออกจากฝัก เซมัสก็ถอยหนีจากรูปปั้นที่รุกเร้าเข้ามาใกล้ จนหลังของเขาไปประชิดกับประตูของปราสาท แต่เขาก็ยังไม่สามารถดึงมีดสั้นเล่มนั้นออกจากฝักได้ และรูปปั้นปีศาจตัวนั้นก็กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ขึ้นทุกขณะแล้ว

ฉับพลัน รูปปั้นตัวนั้นก็มีท่าทางเปลี่ยนไป ตอนนี้มันเปลี่ยนเป็นวิ่งแทนการเดิน ทำให้เซมัสต้องวิ่งหนีจ้าละหวั่น และทำให้เกิดรอยกระแทกของดาบหินอ่อนกับพื้นและผนังไปทั่วบริเวณ ในที่สุดเซมัสก็จนมุม รูปปั้นเงื้อดาบหินอ่อนที่แตกหักฟาดลงมาที่เซมัสในขณะที่เจ้าตัวยกแขนขึ้นเพื่อป้องกันตัวเอง

เกิดเสียงตูมดังสนั่นลั่นปราสาท รูปปั้นแตกกระจายไปทั่วบริเวณในขณะที่เด็กชายวัยสี่ปียังอยู่ดี ครบอาการสามสิบสอง และไม่มีกระดูกชิ้นไหนที่หักไป ตัวของเขามีรัศมีสีฟ้าอ่อนๆ เปล่งออกมาให้เห็นลางๆ

ชายชราเดินเข้าไปหาเซมัสที่กำลังผวากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขาพยุงเซมัสขึ้นมาจากพื้น ปัดฝุ่นหินที่เลอะตัวของเขาไปทั่ว การคัดสรรสิ้นสุดลงแล้ว และเขาได้ผู้สืบทอดขององครักษ์มามากเกินกว่าที่เคยเป็น

“บัดนี้เจ้าคือผู้สืบทอดขององครักษ์คนที่เก้า เซมัส วิลมอส ส่วนพี่ฝาแฝดของเจ้า คงจะต้องถือว่าสละสิทธิ์ไปก่อนในตอนนี้ แต่ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก เพราะมันจะเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์มาก หากเรามีองครักษ์ถึงสิบคน”

“แต่ว่าผมไม่ใช่…” เซมัสพยายามค้าน

“อ้อ เจ้าใช่แน่ล่ะ แน่นอนว่าถ้าพี่ของเจ้าไม่คิดอะไรแผลงๆ อย่างการคืนแท่งผลึกแก้วศักดิ์สิทธิ์ ข้าก็คงจะไม่เจอตัวเจ้า และตอนนี้จงรอข้าอยู่ในโถงทางเดินแห่งนี้ นี่คือคำสั่ง”

ชายชราเดินลิ่วออกไปทางประตูของปราสาท ก่อนที่ประตูจะปิดตามหลังเขาอย่างรวดเร็ว เพื่อกักตัวผู้ถูกคัดสรรให้อยู่ภายใน เซมัสกำลังสับสน เรื่องราวที่วางแผนมากับพี่กลับตาลปัตร การหลีกเลี่ยงทำให้ทุกอย่างซับซ้อนลงไปยิ่งกว่าเดิม จากนี้เขาจะต้องทำอย่างไรต่อไป ทว่าหลังจากนั้นครู่หนึ่ง ชายชราก็กลับเข้ามาอีกครั้ง

“ก่อนอื่น คงต้องทำที่นี่ให้กลับเข้าที่ก่อนล่ะนะ” ชายชราพูดขึ้น ก่อนที่เขาจะกระแทกไม้เท้าสีขาวในมือลงกับพื้นด้านหน้า แล้วเปล่งเสียงพูดถ้อยคำแปลกประหลาดที่เซมัสไม่เข้าใจ

เด็กชายมองดูชายชราร่ายเวทมนตร์อย่างสนใจ ในขณะที่ส่วนหัวของไม้เท้าที่ถูกแกะขึ้นอย่างประณีตและสวยงามของพ่อมดขาวค่อยๆ เปลี่ยนไป มันกำลังเปล่งประกายแสงสีขาวเจิดจ้า พร้อมๆ กับที่พื้นผิวของปราสาทที่เสียหายกำลังซ่อมแซมตัวเอง ร่องรอยต่างๆ ที่เกิดจากการกระแทกของหินอ่อนค่อยๆ จางหายไป และเศษหินอ่อนของหุ่นแกะสลักที่กระจัดกระจายไปทั่วปราสาทก็ค่อยๆ กลับมาประสานกันจนสมบูรณ์ เจ้าหุ่นหินอ่อนตัวนั้นเดินกลับไปยังจุดที่มันเคยยืนอยู่ และวางท่าแบบเดิมที่มันเคยเป็น “เท่านี้ก็เรียบร้อย”

“แล้ว…” เซมัสพยายามจะถามขึ้นว่าเขาไปได้หรือยัง แต่ทว่าถูกชายชราขัดจังหวะเสียก่อน

“เราจะไปกันแล้ว เซมัสน้อย”

“ไปไหน?!” เซมัสอุทานอย่างตกใจ

“สู่สถานที่ฝึกองครักษ์ฝึกหัดของอาณาจักร ปราสาทพาล่อนแห่งแคว้นฮาราร์ท”

“ไม่ ผมไม่ไปไหนทั้งนั้น” เซมัสแผดเสียง เนื้อตัวสั่นเทา

“อ้อ เจ้าจะไปแน่ล่ะ หากเจ้าไม่อยากให้ข้าสั่งรูปปั้นทั้งปราสาทให้ไล่รุมทึ้งเจ้าน่ะนะ”

ชายชรากระพริบตาข้างซ้ายให้เซมัสพร้อมด้วยรอยยิ้มกับท่าทางอันร่าเริง แล้วเดินขึ้นบันไดไปยังระเบียงชั้นสอง เซมัสซึ่งไม่มีทางเลือกใดๆ เหลืออยู่แล้ว จึงต้องจำใจเดินตามขึ้นไปอย่างเสียมิได้

“แล้วเราจะไปกันยังไงครับ ท่าน… เอ่อ…”

“ข้าชื่อคอสม่า ราชเสนาธิการฝ่ายขวาแห่งอาณาจักรเซเลเนีย” ชายชราแนะนำตัว “จงรู้ไว้เจ้าหนู นับจากนี้ไปเจ้าคือลูกศิษย์ของพ่อมดขาวคนนี้ และสำหรับคำถามที่เจ้าถามข้าเมื่อครู่นี้ ข้าขอตอบว่าเราจะเดินทางกันด้วยหอคอยสูง และมันอาจจะโหดร้ายสักหน่อยสำหรับครั้งแรก”

ชายชราเดินนำเด็กชายขึ้นไปตามทางเชื่อมที่ทอดเข้าสู่หอคอยสูงเสียดฟ้าที่ตั้งตระหง่านเคียงข้างอยู่กับปราสาทเลสบ้อน และเมื่อทางเชื่อมสิ้นสุดลงที่หอคอยนั่น เซมัสก็พบว่าตัวหอคอยเป็นเหมือนปล่องควันกลมๆ ที่มีฐานหินวงกลมอยู่ฐานหนึ่ง มันลอยตัวอยู่กลางอากาศ เป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างหอคอยอื่นๆ มันใช้พลังงานจากหินที่หายากที่สุดในอาณาจักร “หินแห่งแสง” ที่มีข้อดีอยู่ที่ไม่มีวันหมดพลัง

คอสม่าก้าวขึ้นไปบนฐานหินอย่างชำนาญ ในขณะที่เซมัสต้องค่อยๆ ก้าวตาม เพราะกลัวจะตกลงไปในช่องว่างระหว่างฐานหินกับผนังของหอคอย แม้ว่ามันจะเป็นช่องแคบๆ ที่ตัวของเขาเองคงลอดผ่านไม่ได้ก็ตามที

“เราจะเดินทางด้วยเส้นแสง” ชายชราเอ่ยขึ้น “ซึ่งอาจจะทำให้เวียนหัวนิดหน่อยสำหรับครั้งแรก”

ที่ตรงกลางของฐานหินมีท่อนเหล็กคล้ายท่อ ที่ดัดเป็นรูปวงกลมฝังอยู่ และเมื่อคอสม่าวาดมือออกไปเหนือมัน ท่อนเหล็กนั่นก็ค่อยๆ ลอยขึ้นมาจากฐานหินจนมันสูงพอที่คอสม่าจะจับได้อย่างถนัด

“อาจจะสูงไปหน่อยสำหรับเจ้านะ เซมัส” คอสม่ากล่าว “ยังไงซะก็จงจับให้แน่นๆ ล่ะ”

เซมัสทำตามอย่างว่าง่าย เขาลืมไปแล้วว่ากำลังเผชิญกับอะไรอย่างการแยกจากพี่น้องและครอบครัว หรือการที่เพิ่งจะโดนรูปปั้นหินอ่อนไล่ฟันอย่างไม่ปราณีปราศรัย ตอนนี้ภายในหัวใจของเขามีเพียงความตื่นเต้น

ชายชราหยิบหินแห่งแสงออกมาจากกระเป๋าของสายรัดเอว มันเปล่งประกายเจิดจ้ายิ่งกว่าอัญมณีใดๆ ที่เซมัสเคยพบเจอมาตลอดชีวิต เหมือนกับหินทั้งก้อนสานขึ้นเป็นรูปร่างด้วยแสงสว่างจ้า จากนั้นชายชราก็วางมันลงกลางอากาศในช่องว่างเปล่าของท่อนเหล็กท่อนนั้น

พลันหินแห่งแสงก็ปลดปล่อยแสงสว่างเจิดจ้าออกมามากกว่าเดิม มันสว่างเสียจนเซมัสต้องหันหน้าหนี แสงจากหินค่อยๆ พุ่งออกมาเป็นสาย ห้อมล้อมฐานหินและตัวของทั้งคู่ไว้ จนโลกรอบตัวเปลี่ยนเป็นสีขาวเจิดจ้า และในที่สุดฐานหินก็ขยับ มันค่อยหมุนคว้างรอบตัวเอง เร็วขึ้น เร็วขึ้น และเร็วขึ้น

เซมัสเริ่มกำมือแน่นขึ้นเรื่อยๆ พยายามจะต้านทางแรงเหวี่ยงของฐานหิน ขณะนั้นเองที่ฐานหินที่กำลังหมุนติ้ว ก็ลอยขึ้นแล้วพุ่งตัวสู่ยอดของหอคอยสูง ในขณะที่อากาศรอบตัวกดทับตัวของเขาจนหายใจไม่ออก

ที่ด้านนอกของปราสาท ผู้เป็นพ่อและลุงของเซมัสกำลังมองดูแสงสว่างที่เปล่งออกมากจากหน้าต่างนับสิบๆ บานของหอคอยสูง ก่อนที่แสงนั่นจะทะยานขึ้นไปสู่ยอดของหอคอยแล้วระเบิดออกพร้อมเสียงดังสนั่น จากนั้นจึงปรากฏเป็นเส้นแสงที่พุ่งทะยานไปทางตะวันตก สู่หอคอยสูงของปราสาทพาล่อน แคว้นฮาราร์ท

ในมือของวินเซนต์นั้นมีถุงกำมะหยี่สีขาวที่ลงคาถาปิดผนึกไว้อย่างแน่นหนา เขาเพิ่งได้รับมาจากคอสม่า พ่อมดขาวผู้เป็นราชเสนาธิการ ซึ่งขอให้เขาส่งมอบของสิ่งนี้ให้กับลูกอีกคนหนึ่ง สั่งให้พกติดตัวตลอดเวลา และเก็บรักษาไว้ให้ดี

“เจ้านี่มันเป็นพ่อที่ไม่ได้เรื่องจริงๆ ล่ะนะ วินเซนต์ ลูกเจ้าไม่ยอมลดผ้าคลุมหัวลง ไม่ยอมให้เจ้ามองหน้าชัดๆ เป็นครั้งสุดท้าย เจ้าก็ยังไม่สงสัยอะไรเลย” วิคเตอร์บ่นอุบ ซึ่งทำให้น้องชายของเขาต้องหันมามองอย่างสงสัย “ฟ้งข้าชัดๆ นะ น้องชายสุดที่รัก ว่าที่ไปกับท่านคอสม่าน่ะ คือเซมัส ไม่ใช่เซมุน”

Ω

What's your reaction?
Love
0%
Bad
0%
Wow
0%
Meh
0%
Cool
0%
Hate
0%
Evil
0%
About The Author
P.Parit
P.Parit
หลงใหลความงามทางภาษา โปรดปรานนวนิยายแฟนตาซีเป็นชีวิตจิตใจ คลั่งไคล้เรื่องลึกลับเหนือธรรมชาติเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ชื่นชอบความยิ่งใหญ่แบบมหากาพย์ นิยมพล็อตที่มีด้านมืด คติความเชื่อ และความฮาไร้สติ เชี่ยวชาญการเล่าเรื่องปากเปล่า แต่อยากถ่ายทอดผ่านตัวหนังสือให้คนอื่นอ่านดูบ้าง

Leave a Reply