Writings
Now Reading
บัลลังก์สิ้นแสง: สอง
0

บัลลังก์สิ้นแสง: สอง

by P.ParitApril 30, 2014

เซมัสลืมตาขึ้นท่ามกลางแสงรำไร ของแดดจ้าที่ทะลุผ่านผืนผ้าสีขุ่นเหลืองที่ขึงเอาไว้ด้านบน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขานอนอยู่ในหอยา แน่ล่ะ ก็เขาสลบไปนี่ จะมีที่ไหนอีก ที่เขาจะโดนหามเข้าไปรักษาตัว

“เคยแต่หามคนอื่นเขามา ไม่คิดว่าจะมีวันต้องโดนหามบ้าง” เซมัสรำพัน พลางทอดถอนใจ

“ฟื้นแล้วเหรอเซมัส อย่าเพิ่งลุกนะ” เสียงใสๆ ของหญิงสาว ดังมาจากข้างๆ เตียงของเซมัส

หนุ่มน้อยหันไปมอง เขาไม่ได้สังเกตว่ามีใครนั่งอยู่แถวนั้นด้วย แต่เพราะเพิ่งฟื้น ทำให้ยังมองไม่ชัด

“อาจารย์คะ เซมัสฟื้นแล้วค่ะ” เสียงของหญิงสาวคนเดิมแว่วมาจากด้านนอกห้องพักฟื้น

“เจ้าก็จัดการไปเลยสิ ข้าว่าเขาอยากให้เจ้าพยาบาล มากกว่าข้านะ” เสียงหญิงวัยกลางคนพูด

“คะ… ค… ค่ะ… อาจารย์” เสียงของอีกฝ่ายตอบ ดูเป็นน้ำเสียงที่ปนความเขินเล็กๆ เอาไว้ด้วย

ศิษย์หญิงแห่งช่างยาหลวงเดินกลับเข้ามาภายในห้อง เธอมีอายุไล่เลี่ยกับเซมัส คงจะอ่อนวัยกว่านิดหน่อยเท่านั้น ด้วยผิวขาว ตาสีดำ กับผมสีน้ำตาลเข้มที่ทอประกายรับกับแสงรำไรในห้องพักฟื้น พร้อมรูปร่างที่สมส่วนภายใต้ชุดพอดีตัวแบบช่างยา แค่ได้เห็นภาพของหญิงสาวคนนี้อยู่ตรงหน้า ก็เล่นเอาเซมัสหน้าแดง แทบลืมหายใจทีเดียว

“เธอ… เธอเองเหรอลิน…” เซมัสทักทายอย่างตะกุกตะกัก ก่อนที่เขาจะตะโกน “ขอบคุณนะครับ ท่านฟราน”

“เรื่องเล็กน่าเซมัส นานๆ จะเห็นเจ้าเจ็บเสียที มันก็ต้องใช้ยาพิเศษมารักษา จริงไหม” เสียงจากนอกห้องตอบ

บทสนทนาของศิษย์พ่อมด และช่างยาหลวงผู้เป็นอาจารย์ เล่นเอาลินหน้าแดงขึ้นมาด้วยความเขิน แล้ววิ่งเข้ามาต่อยแขนคนเจ็บทันที “อีตาบ้า ไม่ต้องมาทำสนิทกับอาจารย์ข้าเลยนะ”

“ข้าผิดอะไรคร้าบบบบบ… มาต่อยข้าทำมายยยยย…” เซมัสลากเสียง ล้อเลียนอีกฝ่ายอย่างมีความสุข

แต่ลินไม่ได้โต้ตอบอะไร เธอเอาแต่ก้มหน้านั่งเตรียมของพยาบาลนายเซมัสตัวแสบ

“โกรธข้าหรือ อย่างอนเลยนะลินคนสวย” เซมัสพยายามง้อ “ข้ากวนเจ้านิดเดียวเอง โกรธแล้วเดี๋ยวไม่สวยนะ”

ลินวางของลงโครมบนโต๊ะข้างหัวเตียงคนไข้โครมใหญ่แล้วยืนขึ้น “ปากน่าตีขนาดนี้ คงหายแล้วล่ะ ไม่เห็นความจำเป็นที่ข้าจะต้องมานั่งพยาบาลปากเสียๆ ของเจ้านะเซมัส” เธอพูดก่อนทำทีจะเดินออกไป

แต่มือปลาหมึกอย่างเซมัส คงไม่ปล่อยเหยื่อแสนสวยให้จากไปง่ายๆ เขารีบเอื้อมมือไปคว้าแขนของอีกฝ่ายแล้วดึงตัวลินมานั่งตักอย่างรวดเร็ว พร้อมกับกอดเธอจากด้านหลังอย่างไม่สนใจใคร

“ลิเนร่าคนสวย ชอบพอเป็นคนรักกันแล้วแท้ๆ จะเขินข้าไปถึงไหน”

“อีตาบ้า ปล่อยข้านะ ดูบ้างว่านี่มันที่ไหน เดี๋ยวใครมาเห็นเข้า” ลินพยายามสลัดตัวจากหนวดปลาหมึก

“ก็ห้องพักฟื้นในหอยาไง วันนี้มีข้าเป็นคนไข้คนเดียว ไม่เห็นต้องอายใคร” เซมัสย้อนหน้าตาทะเล้น

“อย่างนั้นเหรอ เซมัส” ลินพูดพร้อมกับหันหน้าไปหาชายหนุ่มแสนกวน เธอสลัดตัวอย่างแรง จนสามารถหันไปได้ทั้งตัว แล้วฟาดผงยาในมือข้างหนึ่งเข้าที่หน้าของเซมัส ทำเอาเจ้าหนุ่มถึงกับผงะหงาย และปล่อยมือโดยทันที

“ลิน! เล่นไม้นี้อีกแล้วนะ” ชายหนุ่มจอมกวนทำเสียงบึ้งตึง “นานๆ จะได้เจอกันที ขอกอดนานๆ หน่อยก็ไม่ได้”

“เมื่อกี้ก็นานพอแล้วย่ะ” ลินพูดพร้อมทำหน้ากวนใส่เซมัส

“ให้ข้าหายเจ็บก่อนเถอะ ข้าจะ…” เซมัสเริ่มโวยวาย ก่อนที่เขาจะรู้สึกหน้ามืด และเริ่มสะบัดหัวไปมา

“จะทำอะไรจ๊ะ ที่รัก” ลินย้อน “ก่อนหน้านั้นเจ้าคงต้องนอนหลับพักผ่อนไปก่อนล่ะนะ”

เซมัสพ่ายต่อฤทธิ์ยา เขาค่อยๆ เอนตัวลงนอน “ก็ยังดี” เขาคิด และภาพสุดท้ายคือลินที่ก้มลงจูบหน้าผากของเขา

Θ

เซมัสลืมตาขึ้นท่ามกลางแสงสลัวภายในโกดังหมายเลขสี่ เขตท่าเรือฝั่งใต้ของแคว้นทูกาเรส รอบตัวของเขามืดมาก มีเพียงแสงริบหรี่จากกองไฟที่ใกล้จะมอดดับ ใต้กาต้มน้ำที่ลอยอยู่กลางอากาศ ทำให้มองอะไรๆ แทบไม่เห็น รู้เพียงแต่ว่าเขานอนอยู่บนที่นอนนุ่มๆ หอมสะอาด ขัดกับสภาวะรอบตัวที่ออกจะอับชื้นและเหม็นกลิ่นซากเก่า

เซมัสจำอะไรไม่ได้มากนัก มิหนำซ้ำ เซมัสเองยังคิดว่านอนอยู่ที่ห้องของตัวเองกับพี่ บนชั้นสองของมุนมัสคาด้วยซ้ำไป แต่ความคิดของเขาก็ต้องหยุดชะงักลง เมื่อเห็นชายแปลกหน้านั่งมองเขาอยู่ข้างๆ

“ท่านเป็นใคร ข้า… ข้าอยู่ที่ไหน” เซมัสอุทาน แล้วลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว “ท่านจับข้ามาเหรอ”

“ไม่ต้องกลัวไป เซมัสหลานข้า” ชายกลางคนใต้ชุดคลุมยาวแบบนักเดินทางกล่าว พลางจิบน้ำชาอย่างสบายใจ “เดี๋ยวอีกสักพัก พ่อกับแม่เจ้าก็มารับเจ้ากลับแล้ว นอนให้สบายเถอะ”

“หลาน! แต่ข้าไม่มีญาติหน้าตาอย่างท่านนี่” เซมัสพูดตรงประเด็นจนอีกฝ่ายแทบสำลัก

หลังจากใช้มือปัดคราบน้ำที่หกลงบนเสื้อคลุมแล้ว เขาก็เอ่ยขึ้น “มีสิ ข้าเป็นญาติเจ้าแน่ๆ เพียงแต่… ยังไม่เคยเจอกันเลยตั้งแต่เจ้าเกิด” เขาพูดพลางเอามือลูบเคราที่ปล่อยยาวจนรกใบหน้า

เซมัสเริ่มพิจารณาอีกฝ่ายอย่างสงสัย รู้สึกคลับคล้ายคลับคลาหน้าตากับผมหยักศกทรงนั้น

“แล้ว…” เซมัสพยายามพูดกับอีกฝ่าย แต่หาสรรพนามแทนไม่ถูก

“ลุง… เจ้าหลานตัวน้อย ข้าเป็นลุงของเจ้า” อีกฝ่ายเติมขึ้น

“แล้วลุงจับผมมาทำไม” เด็กชายพูดขึ้น พยายามทำน้ำเสียงจริงจังที่สุด เพื่อข่มความประหม่า

“ไม่ใช่เรื่องที่เด็กน้อยอย่างเจ้าจะต้องรู้หรอก เซมัส”

“ผมไม่ใช่เด็กแล้วนะ ผมอายุตั้ง…” เด็กน้อยพูดพลางยกมือขึ้นนับนิ้วอย่างขะมักเขม้น “สี่ขวบแล้ว”

“เหร้อ… เอ… นี่ข้าหายไปนานขนาดนั้นเลยเหรอเนี่ย” อีกฝ่ายพูดลอยๆ พลางลูบเคราโดยไม่สนใจคู่สนทนา

เซมัสทำท่าจะลุกออกจากที่นอน ก่อนที่อีกฝ่ายจะพูดดึงความสนใจขึ้น “เจ้าชอบเวทมนตร์ไหมเซมัส”

“เวทมนตร์… เวทมนตร์มีจริงด้วยเหรอครับ” เซมัสถามกลับ “พ่อเคยบอกว่าเวทมนตร์ไม่ได้ใช้กันได้ทุกคน ข้าไม่เคยเจอคนที่ใช้เวทมนตร์เลย ข้ารู้จักแต่พลังจากหินธาตุ เพราะที่บ้านมีเยอะเลย ข้านึกว่าเวทมนตร์มันไม่มีจริงเสียอีก”

“เจ้าวินเซนต์มันสอนอะไรหลานข้าวะเนี่ย…” ชายแปลกหน้าแผดเสียง “อืม… แต่จะว่าไป เจ้ามันก็ยังเด็กเกินไปจริงๆ นั่นแหละเซมัส เอาเป็นว่าเดี๋ยวเจ้าโตขึ้นอีกหน่อย ข้าสัญญาว่าข้าจะสอนให้เจ้าเอง ดีไหม”

“ท่านใช้เวทมนตร์ได้เหรอ” เซมัสเปล่งเสียงอย่างตื่นเต้น “ท่านทำให้ข้าดูหน่อยสิ นะๆ ท่านลุง”

“ท่าทางเวทมนตร์ของข้าที่ทำให้กาต้มน้ำมันลอยอยู่นี่ คงไม่เรียกว่าการแสดงให้ดูสินะ”

ตอนนี้เด็กน้อยแทบจะลืมไปแล้วว่าถูกอีกฝ่ายจับตัวมา แถมยังเผลอเรียกอีกฝ่ายว่าลุงไปแล้วอย่างสนิทปาก ชายแปลกหน้ามองดูเขาด้วยสายตาเอ็นดูอย่างญาติมิตรจริงๆ หรือเขาจะเป็นลุงของเซมัสจริงๆ กันแน่

“เอาล่ะ… ก็ได้ๆ” ชายใต้ชุดคลุมเอ่ยขึ้น หลังถูกอีกฝ่ายพยายามตื้อไม่เลิกรา “ข้าขี้เกียจทนลูกตื้อของเจ้าแล้ว ช่างเหมือนพ่อเจ้าตอนเด็กๆ ไม่มีผิด”

“เย้… อย่างนี้สิถึงจะเจ๋ง” เซมัสตะโกน พลางกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ

“ก่อนอื่นเจ้าต้องกลับขึ้นไปนั่งบนที่นอนดีๆ ไม่อย่างนั้นข้าไม่แสดงให้เจ้าดูแน่”

เซมัสรีบทำตามที่อีกฝ่ายบอกโดยไม่ลังเล พลางคิดว่าอีกสักพัก เขาก็จะได้เห็นเวทมนตร์ของจริงแล้ว

“คราวนี้จงมองไปที่กองไฟที่ใกล้มอดนั่น แล้วมองเอาไว้ อย่ากระพริบตานะ” ชายใต้ชุดคลุมพูด พลางมองเซมัสจนแน่ใจแล้วว่าเขาทำตาม จึงเริ่มพึมพำร่ายคาถาภาษาโบราณออกมาระหว่างที่เขาหลับตาลง

กาต้มน้ำที่ลอยอยู่ค่อยๆ สลายไปในอากาศ และเมื่อชายแปลกหน้าผู้อ้างว่าเป็นลุงของเซมัสดีดนิ้วขึ้น กองไฟก็ลุกโชนแสงขึ้นมาอีกครั้ง มันค่อยๆ ร้อนขึ้นเรื่อยๆ จากเปลวไฟสีแดงกลายเป็นสีฟ้าและเป็นสีขาวในที่สุด

— เปลวไฟค่อยๆ สร้างรูปร่างของชายคนหนึ่งในชุดนักรบโบราณ ใต้เกราะสีขาวเจิดจ้า เขาถืออาวุธไว้ในมือข้างขวา เป็นหอกสีขาวเช่นเดียวกับเกราะของเขา ฉับพลันเขาก็กวัดแกว่งหอกสู้กับเงามืดรูปปีศาจที่น่าเกลียดน่ากลัว สุดท้ายเขาก็แทงหอกทะลุอกของปีศาจตัวหนึ่งที่ตัวใหญ่กว่าตัวอื่นๆ จากนั้นเขาปักปลายหอกชุ่มเลือดไว้กับพื้นทั้งๆ ที่มันยังคาอกของปีศาจอยู่ ขณะที่เขายืนค้ำอยู่บนด้ามของหอกในอากาศ ปีศาจตนนั้นดิ้นทุรนทุรายอย่างทรมาน แล้วชายคนนั้นก็เปล่งแสงจ้าออกมา จนทำให้โกดังหมายเลขสี่สว่างไปด้วย แล้วทุกอย่างก็ดับลง —

เซมัสยังคงมองตาค้างคล้ายคนไร้สติ ในขณะที่ชายแปลกหน้าเดินเข้ามาใกล้แล้วนั่งลงด้านหน้าของเขา “นั่นคือจ้าวจักรวาล จงจดจำเรื่องราวของเขาไว้ เซมัส… จงจดจำเขาไว้” ชายใต้ชุดคลุมพูดเสียงกระซิบ

เมื่อเขาพูดจบ เซมัสก็ค่อยๆ ปิดตาลงแล้วเอนตัวลงบนที่นอน เข้าสู่นิทราอันสวยงาม เด็กน้อยจะฝันถึงเวทมนตร์แห่งกองไฟ และเรื่องราวของจ้าวจักรวาลนี้ ไปอีกแสนนาน ตราบใดที่ความทรงจำนี้ยังไม่ถูกลืมเลือน

Ξ

เลื่อนลมของครอบครัววิลมอส ที่ได้พลังจากหินแห่งลม และเศษอีกเล็กน้อยจากหินลมมรกต พุ่งทะยานฝ่าผ่านความมืดมิด คล้ายลำแสงสีเขียวที่พุ่งข้ามท้องฟ้ายามราตรี มันมุ่งหน้าไปยังเขตท่าเรือฝั่งใต้ของแคว้นทูกาเรส แคว้นที่อยู่ติดกับนาราซิสทางทิศเหนือ แต่ถึงแม้จะติดกัน ก็ยังต้องใช้เวลาในการเดินทางค่อนข้างยาวนานอยู่ดี เพราะโรงพักแรมมุนมัสคาตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของนาราซิส ในขณะที่เขตท่าเรือนั่น อยู่ติดกับชายฝั่งริมมหาสมุทรมรกตซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของทูกาเรส

หลังเดินทางติดต่อกันหลายชั่วโมง ทั้งสามคนก็มาถึงยังเขตท่าเรือฝั่งใต้ เอียน โรม่า ผู้เป็นพ่อบ้านของตระกูลวิลมอส สังเกตเห็นโกดังที่เรียงรายกันอยู่ถัดจากท่าเทียบเรือเข้ามาด้านในของฝั่ง ทันใดนั้นเลื่อนที่พุ่งมาด้วยความเร็วก็ชนโครมเข้ากับอะไรบางอย่าง แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นสถานการณ์ที่ยากเกินกว่าที่คุณพ่อบ้านจะสามารถควบคุมได้ ซึ่งทำให้ทุกคนไม่กระเด็นปลิวออกไปจากเลื่อน

“กำแพงอากาศ เขากั้นเขตเอาไว้” เวนด้า ตะโกนแข่งกับเสียงเลื่อนที่ยังไม่ดับ

“จากนี้เราต้องเดินเท้าเข้าไปแล้วล่ะ” วินเซนต์ผู้เป็นสามีของเธอพูดขึ้นระหว่างประคองภรรยาขึ้นมาจากพื้นของเลื่อน “ย่านโกดังอยู่ข้างหน้านั่น อีกไม่ไกลมาก”

แล้วเสียงของเลื่อนลมก็ค่อยๆ เงียบเสียง และดับลงในที่สุด หลังจากทรงตัวได้อีกครั้ง ตัวเลื่อนค่อยๆ ลดระดับจนเทียบลงกับพื้นดินเบื้องล่าง

“ผมจะรออยู่ที่นี่ หากสนามคาถานี้สลายลงเมื่อไหร่ ผมจะขับเลื่อนเข้าไปคอยรับนะขอรับนายท่าน”

“ขอบใจมากเอียน หวังว่าสถานการณ์จะไม่เลวร้ายจนนายต้องเข้าไปร่วมวงด้วยหรอกนะ” วินเซนต์พูดอย่างกังวลใจ “ขอให้เป็นอย่างที่เวนด้าคาดการณ์ไว้เถอะ ถ้าเป็นเขาจริง ก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง”

“น่าห่วงสิคะ” เวนด้าแทรกขึ้น “คิดว่าอยู่ดีๆ เขาจะจับเซมัสมาโดยไม่มีเหตุผลหรือไงกัน แต่นั่นจะเป็นเพราะอะไร ข้าคิดไม่ออกจริงๆ เราเข้าไปกันเถอะคะที่รัก”

วินเซนต์และเวนด้าในชุดหนังวิ่งผ่านเข้าไปด้านในกำแพงอากาศอย่างไม่ถูกขัดขวาง แต่นั่นก็เป็นสัญญาณให้คณะต้อนรับได้รู้ตัวว่ามีผู้มาเยือนเขตท่าเรือฝั่งใต้แล้ว

ทั้งสองคนวิ่งตรงมาจนถึงโกดังหมายเลขหนึ่ง ซึ่งเป็นโกดังแรกของย่านโกดัง ซึ่งอยู่ใกล้กับท่าเทียบเรือ ทันใดนั้นวินเซนต์ก็หลับตา ยกแขนขวาขึ้นแล้วกางมือออกไปด้านหน้า พลันดาบสีเงินเงางามที่ประดับลวดลายที่ตัวด้ามอย่างประณีต ก็ปรากฏขึ้นจากอากาศว่างเปล่า เขาจับด้ามดาบเอาไว้แน่นแล้วกวัดแกว่งไปมา

“คิดถึงเจ้าจริงๆ ซิลเวียร์” เขาพูดกับดาบเสมือนพบเจอเพื่อนเก่า

“ยินดีรับใช้อีกครั้งขอรับ ท่านวินเซนต์” ดาบซิลเวียร์ในมือตอบกลับมา

“โอ้ ว่างายซิลเลีย สนิมกินไปเยอะรึยาง” เสียงทักทายแบบเย้ยหยันดังมาจากทางเวนด้า

“คุณลูกมะพร้าวเสียบ ไม่เจอกันหลายปียังปากดีเหมือนเดิมนะครับ แล้วกรุณาเรียกชื่อของข้าให้ถูกต้องเสียด้วย ข้าชื่อซิลเวียร์ ไม่ใช่ซิลเลีย ความจำเสื่อมหรืออย่างไรกันครับ” เสียงดาบโต้กลับ

“นี่ไม่ใช่เวลามาเถียงกันนะ ทั้งคู่น่ะ” เวนด้าปรามขึ้น ก่อนจะหันไปพูดกับคทาหัวกลมในมือ ที่เมื่อสักครู่ เวนด้าก็เรียกออกมาจากอากาศว่างเปล่าเหมือนกัน “เจ้าก็หัดสุภาพซะบ้างสิโกลบูล่า”

“ก็…” คทาโกลบูล่าทำท่าจะเถียงกลับ

“เงียบก่อน” วินเซนต์พูดปราม “มีบางอย่างกำลังมาทางนี้”

ไม่ทันขาดคำ กลุ่มคนนิรนามใต้ชุดคลุม ที่ปิดผ้าคลุมศีรษะเอาไว้จนเห็นใบหน้าเป็นเพียงเงาดำ ก็ปรากฏตัวขึ้นในอากาศรอบๆ พวกเขาเหาะพุ่งเข้ามา พร้อมดาบฝีมือหยาบในมือที่ฟาดลงมาที่วินเซนต์กับเวนด้า

วินเซนต์กวัดแกว่งซิลเวียร์อย่างชำนาญ ป้องปัดรับดาบของศัตรูพลางโต้กลับอย่างรวดเร็ว แต่แม้เขาจะลงดาบถูกตัวของฝ่ายตรงข้าม คนพวกนั้นก็ไม่มีทีท่าจะบาดเจ็บเลย แม้แต่เสื้อผ้าของพวกเขาก็ไม่ขาดออกด้วยซ้ำ ผิดกับเวนด้าที่ชี้หัวคทาของเธอไปทางใด ศัตรูก็ต้องลุกเป็นไฟ หรือระเบิดไปตามๆ กัน

“เวนด้า ขอไฟหน่อย” วินเซนต์เอ่ยขึ้นหลังจากพิจารณาแล้วว่า ต้องใช้เวทมนตร์เข้าช่วย

เวนด้าหันมาหาวินเซนต์ เธอชี้หัวคทามาที่เขาพร้อมกับร่ายคาถา อีกฝ่ายเห็นดังนั้นก็ชี้ดาบกลับมาทางเวนด้า ทันใดนั้นเปลวไฟสีแดงก็พุ่งจากคทาโกลบูล่ามาที่ดาบซิลเวียร์ ทำให้คมดาบสีเงินมีไฟลุกโชนขึ้น โดยที่ดาบไม่มีทีท่าว่าจะเสียหายหรือหลอมละลายเลยแม้แต่น้อย

วินเซนต์หันกลับไปฟาดฟันศัตรูต่อทันทีหลังจากที่ได้ไฟมาเสริมกับคมดาบ และก็เป็นไปตามคาด ศัตรูของเขาฉีกออกเป็นชิ้นๆ เมื่อโดนฟันโดยดาบที่ติดไฟ แต่ไม่ว่าทั้งคู่จะพยายามกำจัดพวกมันเท่าไหร่ ก็ดูเหมือนกลุ่มคนนิรนามพวกนั้น จะไม่ยอมลดน้อยลงเลย

“ที่รัก หลบ!” เวนด้าตะโกน ก่อนที่เธอจะจับคทาโกลบูล่าปักด้ามลงกับพื้นอย่างแรง พร้อมกับก้มตัวต่ำ หลบอยูที่โคนของด้ามคทา

คทาลูกมะพร้าวเสียบยืดด้ามคทาขึ้นสูง แล้วลูกกลมๆ ของคทาก็แตกออกเป็นเสี่ยงๆ ชิ้นส่วนของมันลอยไปรอบๆ ปลดปล่อยพลังไฟภายในออกมาเผาพลาญศัตรูที่อยู่รายล้อมทุกทิศทาง กินรัศมีกว่าครึ่งของเขตท่าเรือฝั่งใต้ ก่อนที่ชิ้นส่วนของหัวคทาจะกลับมาประกอบกันเป็นลูกกลมที่สมบูรณ์ดังเดิม

“เกือบหลบไม่ทันแน่ะ” วินเซนต์ตัดพ้อขณะที่ลุกขึ้นจากพื้น “ผมบนหัวไหม้ไปหย่อมนึง เสียทรงหมด”

“อย่าบ่นเป็นหนุ่มๆ ไปหน่อยเลยคะคุณ เรารีบเข้าไปในโกดังกันก่อนดีกว่า”

ตอนนั้นเองที่ประตูโกดังหมายเลขสี่ค่อยๆ เปิดออก เผยให้เห็นชายในชุดคลุมสีน้ำตาลที่เอาผ้าคลุมศีรษะของชุดคลุมหัวไว้อย่างมิดชิด ยืนก้มหน้าก้มตาอยู่กลางโกดัง เขาคือคนเดียวกับในคาถานำสาร

ชายผู้นั้นยกแขนแล้วกางมือออกไปทางด้านหน้า พลันค้อนยักษ์ก็ปรากฏขึ้น เขาจับมันไว้อย่างเหมาะมือ เหมือนมันช่างเบาบางยิ่งนัก ในขณะที่วินเซนต์และเวนด้าวิ่งเข้ามาล้อมเขาเอาไว้จากสองทาง

“เซมัสอยู่ที่ไหน แล้วแกเป็นใครกัน” วินเซนต์แผดเสียงถาม “ตอบมา ลูกชายข้าอยู่ที่ไหน”

ชายในชุดคลุมยกนิ้วชี้ของมือที่ว่างอยู่ขึ้นมาแตะริมฝีปาก เป็นสัญญาณว่า ‘เงียบๆ’ ก่อนจะเผยอหน้าไปทางที่เซมัสนอนหลับอยู่บนที่นอนแสนสบาย แต่ก่อนจะได้รับคำตอบที่เหลือ ค้อนยักษ์ก็กระหน่ำฟาดลงไปที่วินเซนต์และเวนด้าไม่ยั้ง ทำเอาทั้งคู่ต้องถอยไปตั้งหลัก ก่อนที่ค้อนนั่นจะตามกระหน่ำซ้ำแล้วซ้ำอีก จนวินเซนต์ไม่สามารถแกว่งดาบขึ้นตอบโต้ได้เลย ในขณะที่เวนด้าก็ดูเหมือนจะใช้เวทมนตร์อย่างไม่ได้ผลเหมือนกัน

“สนามคาถาป้องกันแก่กล้ามาก ไฟทะลวงเข้าไปไม่ได้เลย” เวนด้าพูดพลางเหนื่อยหอบ

ทันใดนั้นค้อนยักษ์ก็ฟาดลงมาที่เวนด้า โดยไม่ทันตั้งตัว ก่อนที่มันจะหยุดไปเฉยๆ ก่อนถึงตัวเธอแค่ไม่กี่นิ้ว แล้วชายผู้นั้นก็ดึงค้อนกลับไป พร้อมกับเดินไปอีกทางอย่างหัวเสีย

“อ่อนหัด หลายปีมานี่เจ้าไม่เคยฝึกฝนกันเลยใช่ไหม ลืมไปแล้วหรือว่าจริงๆ ตัวเองเป็นใคร” ชายนิรนามต่อว่าต่อขาน “หรือคิดว่าการเปิดโรงพักแรมแล้วใช้ชีวิตอย่างสงบสุข แล้วโลกมันจะสงบสุขตามที่พวกเจ้าต้องการ”

“วิคเตอร์… เป็นพี่จริงๆ สินะ” วินเซนต์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสงสัยปะปนด้วยความดีใจ

“ก็เออสิ จะเป็นใครไปได้ล่ะ” อีกฝ่ายตะโกนตอบ ก่อนจะเปิดผ้าคลุมศีรษะออก เผยให้เห็นวินเซนต์ในคราบของนักเดินทาง หนวดเครายาวครึ้ม แต่งตัวซอมซ่อ และไม่มีแว่นตาสวมอยู่ “ลูกโดนจับไปแท้ๆ ทำใจเย็นกันจังนะเจ้าสองคน ปล่อยให้ข้ารออยู่ตั้งนาน”

“ก็เพราะรู้ว่าพี่เป็นคนจับมาไงเล่า!” วินเซนต์กับเวนด้าตวาดใส่วิคเตอร์พร้อมๆ กัน เล่นเอาวิคเตอร์ที่ไม่ได้ตั้งรับการตวาดกลับใจหล่นไปอยู่ตาตุ่มด้วยความตกใจ ก่อนที่เขาจะแย้งกลับแบบน้ำขุ่นๆ

“เธอรู้ได้ยังไงหะเวนด้า” วิคเตอร์เอ่ยถาม “พี่ออกจะวางแผนมาเป็นอย่างดี อย่ามาแก้ตัวหน่อยเลย”

“ก็ถ้าพี่เล่นเนียนๆ เรียกเซมัสเป็นเซมุน แบบประมาณว่าจับผิดตัว ข้าก็คงจะร้อนใจอยู่หรอก” วินเซนต์พูด

“พี่แยกเซมัสออก ทั้งๆ ที่มีไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้เรื่องลายนูนประจำตัวคนในบ้านบนกระดุมเสื้อ วินเซนต์เอง ก็เคยเล่าให้พี่ฟังในจดหมาย อีกอย่าง มีคนไม่กี่คนหรอกที่ทำให้โกลบูล่าไม่พูดแทรกระหว่างการสนทนาได้” เวนด้าสาธยาย

วินเซนต์เพิ่งจะสังเกตเดี๋ยวนี้เองว่า คทาโกลบูล่าของเวนด้าเงียบเสียงมาพักหนึ่งแล้ว เขาสลัดดาบซิลเวียร์ไปข้างตัว พลันไฟเวทมนตร์ของเวนด้าก็ดับลง

“ยินดีที่ได้พบท่านอีกครั้งนะขอรับ ท่านวิคเตอร์” ซิลเวียร์ทัก “ท่าทางวันนี้จะเป็นวันรวมญาตินะขอรับ”

“ดีใจที่ได้เจอเจ้าเหมือนกันซิล และก็…” วิคเตอร์หันไปทางเวนด้า “โกลบ จะไม่ทักกันหน่อยเหรอ”

“โกลบูล่ายะ เรียกชื่อให้มันถูกๆ หน่อย ถึงจะเป็นคนที่สร้างเดี้ยนขึ้นมาก็เถอะ เดี้ยนไม่ให้อภัยหรอกนะ” คทามหาภัยเริ่มวีนตอบอย่างลืมตัว

วูบบบบบ… สายลมพัดผ่านเวนด้าอย่างเร็วและแรงจนเวนด้าต้องเกร็งตัวต้าน ตอนนี้คทาไปอยู่ในมือของวิคเตอร์แล้ว “ข้าตีเจ้าขึ้นมาได้ ข้าก็ทำลายเจ้าได้นะโกลบ หากเจ้ายังปากเสียไม่เลิก”

“เอาเลยนายท่าน ข้าอยากจะขยี้แม่นี่เต็มทีแล้ว ฟาดเลยนายท่าน ฟาดเลย” เสียงหื่นปนโหดดังแว่วมาจากค้อนในอีกมือหนึ่งของวิคเตอร์

“ทอเรส ใครสั่งให้นายสอดมิทราบ” วิคเตอร์ปรามก่อนส่งค้อนในมือให้หายไปในอากาศว่างเปล่า จากนั้นเขาก็โยนคทาคืนให้กับเวนด้าก่อนที่เธอจะส่งคทาลูกมะพร้าวเสียบให้หายไปในอากาศเช่นกัน

“อาวุธที่ข้าตีขึ้นมาแต่ละชิ้น อันหนึ่งก็ปากเสีย อันหนึ่งก็หื่น ไม่เห็นสุภาพเหมือนซิลเวียร์เลย พับผ่าสิ”

“จากนี้เราคงเจอกันบ่อยขึ้นนะซิลเวียร์” วินเซนต์ก้มลงพูดกับดาบในมือ

“ขอรับนายท่าน คงต้องจากกันไปก่อนในกาลนี้” ซิลเวียร์ตอบ ก่อนที่วินเซนต์จะส่งเขาให้หายไปเช่นกัน

“ก็ซิลเวียร์น่ะ เป็นผลงานเอกชิ้นแรกของพี่นี่ มันก็ต้องดีที่สุดเป็นธรรมดา จริงไหมล่ะ ไปเถอะพี่ กลับไปคุยกันต่อที่โรงพักแรมมุนมัสคาของข้าดีกว่า ที่นี่มันหนาว เดี๋ยวเซมัสจะไม่สบาย” วินเซนต์เสนอความคิด “เลื่อนพร้อมคนขับ… เอ่อ… เอียนน่ะจอดเลื่อนรออยู่ด้านนอกแล้ว สลายกำแพงอากาซะด้วยล่ะ เลื่อนของข้าจะได้เข้ามาได้”

“มุนมัสคา นี่เจ้าเอาชื่อลูกไปตั้งเป็นชื่อโรงพักแรมหรือ เจ้านี่ความคิดดีแหะ แปลก แต่ก็มีสไตล์ดี” คุณลุงแห่งบ้านวิลมอสวิเคราะห์ชื่ออาณาจักรส่วนตัวของวินเซนต์ “ส่วนคานี่มาจากชื่อพ่อล่ะสิ”

“ใช่ครับ ข้าจะได้นึกถึงเขาอยู่เสมอ จะได้ไม่ลืมเรื่องนั้น” วินเซนต์ตอบด้วยน้ำเสียงสั่น

“เอาล่ะพอได้แล้ว เรื่องของอดีต พูดไปก็ช้ำใจ” วิคเตอร์ปรามน้องระหว่างที่พากันเดินออกมาจากโกดังหมายเลขสี่ โดยมีเวนด้าที่อุ้มเซมัสไว้ในอ้อมกอด “เกือบลืมไปซะสนิท อาจารย์ฝากความคิดถึงมาถึงเจ้าสองคน แล้วก็ฝากของขวัญมารับขวัญหลานๆ ย้อนหลังด้วย สุดท้ายก็กลายเป็นตาแก่ขี้บ่นที่รักเด็กไปแล้ว”

“ทุกอย่างเรียบร้อยดีนะขอรับนายท่าน” เอียนเอ่ยถามกับวินเซนต์ “และนายท่านวิคเตอร์ ยินดีต้อนรับกลับมานะขอรับ แล้วคราวหลังถ้าเล่นอะไรแผลงๆ แบบนี้อีก กระผมจะขับเลื่อนชนซะเลยนะขอรับ”

“แหมเอียน เอ่อ… คุณพ่อบ้าน อย่าโหดร้ายกับข้านักเลยน่า” วิคเตอร์ตอบพลางหัวเราะชอบใจ

แล้วบ้านวิลมอส ทั้งวิคเตอร์, วินเซนต์, เวนด้า และเซมัส พร้อมด้วย เอียน โรม่า คุณพ่อบ้านของตระกูลก็เริ่มต้นเดินทางกลับไปยังโรงพักแรมมุนมัสคา คืนนี้เอง ที่ครอบครัวจะได้อยู่กันพร้อมหน้า และพี่น้องฝาแฝดของบ้านก็จะได้เจอลุงแท้ๆ หลังจากที่ไม่เคยได้เจอกันเลยตั้งแต่เกิด แต่นี่จะเป็นคืนแห่งความสุขคืนสุดท้ายหรือเปล่า

Ψ

“อันที่จริงแล้ว ข้าคงไม่ได้ล่อเจ้าออกมาไกลขนาดนี้โดยไม่มีเหตุผลหรอกจริงไหม” วิคเตอร์เอ่ยขึ้นระหว่างที่กำลังเดินทางกลับไปยังโรงพักแรมมุนมัสคา เมื่อพูดจบ เขาก็เริ่มร่ายคาถาภาษาโบราณขึ้นมาอีกครั้ง พลันเลื่อนก็ค่อยๆ ชะลอความเร็วลง จนมันเคลื่อนที่ได้ช้ามากในตอนนี้ บรรยากาศด้านนอกกลายเป็นเงาวูบไหว ค่อยๆ พรายผ่านไปช้าๆ เหมือนทั้งหมดกำลังท่องไปในอุโมงค์กาลเวลา ที่เต็มไปด้วยปริศนา และยากจะเข้าใจ

“คงเป็นเรื่องสำคัญมากสินะขอรับ ถึงขนาดจะพูดกันเป็นการส่วนตัวในที่ๆ เหมาะสมยังไม่ได้” เสียงของเอียนผู้เป็นคนขับเลื่อนลอดผ่านช่องของระหว่างห้องเข้ามา หลังจากที่เห็นเลื่อนแสนพิเศษที่เขาขับอยู่กลายเป็นเต่าคลานในทันที

“ข้าชะลอเวลาไว้ เราจะได้มีเวลาถกกันในเรื่องนี้มากขึ้นอีกหน่อย” วิคเตอร์เอ่ยขึ้นหลังจากการร่ายคาถาหยุดลง “ข้างนอกนั่น มีสายตาคอยตามและจับจ้องข้าตลอด ข้ากลัวว่ามันจะสงสัยและจับได้ว่าข้าเป็นใคร เราจึงต้องใช้เวลาระหว่างเดินทางนี้ให้เป็นประโยชน์”

“ถ้าให้ข้าทาย ชะตาแห่งแสงได้เผยตัวตนแล้วล่ะสิ” วินเซนต์ถามขึ้น “ข้านึกสังหรณ์ใจอยู่แล้วว่ามันจะต้องเกิดขึ้นในเวลาอีกไม่นาน พักนี้เหตุการณ์มันดูแปลกๆ มีแต่เรื่องบังเอิญเต็มไปหมด”

“เกิดอะไรขึ้นเหรอวินเซนต์ อะไรทำให้เจ้าเป็นกังวลได้ถึงขนาดนั้น” วิคเตอร์ถามกลับ

“พี่จำเรื่องที่ข้าเล่าเกี่ยวกับเซมุนได้ใช่ไหม” วินเซนต์พูดพลางรอให้อีกฝ่ายพยักหน้ารับ “เด็กมากมายหลายคนเกิดในวันนั้น แต่ในเวลาที่ถูกกำหนด มีเพียงเก้าคนเท่านั้นที่ถูกเลือก หนึ่งในนั้นคือเซมุน”

“ผู้สืบทอดขององครักษ์สินะ” วิคเตอร์พึมพำกับตัวเอง

“พี่คิดดูสิ ทำไมต้องเป็นลูกของข้าด้วย นี่ยิ่งจะทำให้เรารักษาสิ่งสำคัญได้ลำบากยิ่งขึ้น เมื่อชะตาแห่งแสงได้เผยตัวตน และ ใช่… มันได้เผยตัวตนแล้ว” วินเซนต์อธิบาย

“คุณคะ” เวนด้าพูดพลางโอบไหล่สามีของเธอไว้

“เดิมแค่เซมุน ก็ทำเอาใจข้าแทบขาดแล้ว แต่บัดนี้ทางเลือกบีบเค้นเรามากกว่าเดิม” วินเซนต์พูดเสียงละห้อย “นี่ลูกของข้าจะต้องเข้ามาเกี่ยวพันกับเรื่องอันตรายพวกนี้ด้วย อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้เลย”

“ข้าเข้าใจเจ้านะวินเซนต์ ไม่ว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นด้วยชะตากำหนด หรือเพียงเรื่องบังเอิญก็ตาม” วิคเตอร์แสดงความเห็นใจ พลางตบไหล่ของน้องชายตัวเองเบาๆ “แต่เวลามีไม่มาก เราต้องเดินหน้าได้แล้ว และเจ้า… ข้าเสียใจที่ต้องบอกว่าเจ้าไม่มีทางเลือกอื่นใด”

“ทางเลือกอะไรกัน” เวนด้าถาม

“เราต้องเริ่มทำภารกิจที่เราได้รับมอบหมายได้แล้ว ลูกของเจ้าทั้งคู่ต้องเข้าไปอยู่ในความดูแลของอาณาจักรไม่ใช่แค่เซมุน ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตาม” วิคเตอร์ตอบและย้ำอีกว่า “นั่น เจ้าต้องจัดการทันที”

“อาณาจักรจะดูแลพวกเขาได้ดีเท่ากับที่เราดูแลเองหรือ” วินเซนต์แย้งขึ้น “ข้าไม่เคยแน่ใจเรื่องนั้น”

“ไม่เคยมีว่าที่องครักษ์ส่วนพระองค์ที่เคยได้รับอันตรายก่อนการขึ้นสถาปนาหรอกนะ” วิคเตอร์กล่าว “อีกอย่างเจ้าก็เห็นว่าข้าจับตัวลูกของเจ้ามาได้ง่ายดายแค่ไหน และถ้าเป็นคนอื่นล่ะ ป่านนี้หลานข้าไม่เป็นอะไรไปแล้วหรือไง”

เวนด้าเงียบไปและครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ก่อนจะกล่าวกับสามีของเธอ “ที่รัก ถ้าลูกของเราเข้าไปอยู่กับพวกองครักษ์ ข้าเชื่อว่า คงจะปลอดภัยกว่าภายนอกแน่ ในนั้นมีคนที่เราไว้ใจได้ ลืมไปแล้วหรือ และหลังจากนั้นเราต้องเดินหน้าอย่างเปิดเผย นั่นจะดึงความสนใจทั้งหมดมาที่เรา และลูกจะได้ฝึกฝนเพื่อรับมือเมื่อถึงเวลาอันสมควร”

“ดึงความสนใจ ล่ออันตรายออกมา” วินเซนต์รำพัน “ก็ได้ เจ้าไม่เคยคาดการณ์ผิดพลาดเวนด้า”

“พวกเจ้ายังเก็บมันไว้กับตัวใช่ไหม สิ่งนั้นน่ะ” วิคเตอร์ถามขึ้น ก่อนที่อีกสองคนจะพยักหน้าตอบ

“ส่วนสุดท้ายยังปลอดภัยอยู่กับอาจารย์สินะพี่” วินเซนต์ถามขึ้นบ้าง ในขณะที่อีกฝ่ายส่ายหน้า

“อาจารย์มอบให้คนอื่นดูแลไปแล้ว เพราะหลายปีมานี้อาจารย์ดูอ่อนแรงลงมาก และเขาคนนั้นจะซ่อนตัวจนเมื่อถึงเวลาที่เราต้องใช้มัน และข้าขอบอกกับเจ้าเลยว่า เจ้าไม่เชื่อหูแน่ๆ ว่าเขาคือใคร” วิคเตอร์ตอบพลางเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง “ข้าอยากเจอเขาใจแทบขาด แต่เขาก็ไม่ยอมมาหา ข้าหลงคิดมาตลอดว่าเขาอาจจะตายไปแล้ว แต่กลับกลายเป็นว่าเขาก็แค่ซ่อนตัวให้ห่างจากเรา เหตุผลเดียวกันกับที่เจ้าจะต้องทำกับลูกฝาแฝดของเจ้า”

“นี่เรากำลังพูดถึงใครกันพี่” วินเซนต์ถามเสียงสั่น “อย่าบอกนะว่าเป็นเขา”

“ใช่ เป็นเขาวินเซนต์” วิคเตอร์พยักหน้ารับ “อาจารย์มอบส่วนสุดท้ายให้กับ ไนคา วิลมอส พ่อของเรา”

“เขายังไม่ตาย!” วินเซนต์พูดก่อนจะคว้ามือเวนด้าขึ้นมา “เห็นรึเปล่าเวนด้า พ่อของข้ายังไม่ตาย”

“เจ้าหวังมาตลอดสินะน้องข้า ขอแค่เขายังอยู่” วิคเตอร์เอ่ยขึ้น ก่อนที่อีกฝ่ายจะพยักหน้าตอบ

ทั้งหมดเงียบไปพักใหญ่ วินเซนต์กำลังเหม่อลอยหลังจากได้รับข่าวดีที่เขาไม่ได้ทำพลาดจนทำให้คนสำคัญในชีวิตคนหนึ่งต้องจากไป เวนด้ากำลังครุ่นคิดถึงลูกทั้งสองของเธอ ส่วนวิคเตอร์กำลังพิจารณาถึงเรื่องราว และเหตุการณ์แปลกๆ ตลอดระยะเวลาหลายสัปดาห์ที่เขาเดินทางมาหาน้องชาย ในขณะที่เซมัสกำลังหลับอย่างสบายอยู่บนเตียงเวทมนตร์ของวิคเตอร์ ในห้วงแห่งความฝันอันแสนสวยงาม

“ข้าว่าในราชสำนักก็คงจะรู้เรื่องนี้แล้วเหมือนกัน” วิคเตอร์เอ่ยขึ้นอีกครั้ง

วินเซนต์หลุดออกจากภวังค์ แล้วหันมาสนทนากับอีกฝ่าย “ท่านจะมั่นใจเรื่องนั้นได้อย่างไร”

“ก็ซาเลสน่ะ ไม่สิ ข้าต้องเรียกว่าท่านราชครูสินะ ดูเหมือนเขาจะใส่ใจกับการเรียกตัวของผู้สืบทอดมาก ตลอดหลายวันมานี่เขาเดินทางไปทั่วทั้งเก้าแคว้นเพื่อแจ้งข่าวด้วยตัวเอง” วิคเตอร์อธิบาย “เจ้าก็รู้ว่าเขาเกลียดการเดินทางด้วยหอคอยจะตายไป แต่เขาก็ยอมทำ นั่นไม่น่าแปลกใจหรือไง”

“ถ้าพวกเขารู้แล้วก็ดีสิ” เวนด้าพูดสวนขึ้นมา “ข้าจะได้ไม่ต้องอธิบายอะไรมากนัก ว่าหากลูกข้าได้รับอันตราย แม้เพียงเล็กน้อย แล้วจะทำให้พวกเขาจะต้องเจอกับอะไร”

“เจ้านี่ยังโหดเหมือนเมื่อก่อนเลยนะเวนด้า” วิคเตอร์บอก “น้องข้าโชคดีจริงๆ ที่มีเจ้าคอยปราบ”

“เจ้าเงียบไปเลยวิคเตอร์ ถึงจะโหดแต่ข้าก็รักของข้านะ”

“ใช่ ข้าเข้าใจ รักจนมีพยานขึ้นมาสองหน่อนี่ไง” วิคเตอร์สวน พร้อมเสียงหัวเราะชุดใหญ่

“เอ่อ… ขออภัยที่ขัดจังหวะขอรับนายท่านทั้งสองและนายหญิง” เสียงเอียนแทรกขึ้น “แต่ถ้าพวกท่านจะเลิกถกกันเรื่องชะตาแห่งแสงแล้ว ช่วยถอนสนามเวลาออกด้วย เลื่อนวิ่งช้าแบบนี้ข้าขับไม่ถนัด”

“ขอโทษทีคุณพ่อบ้าน” วิคเตอร์โค้งศีรษะให้เอียนเล็กน้อย “ข้าจะจัดการให้เจ้าเดี๋ยวนี้แหละ”

คาถาโบราณถูกร่ายอีกครั้ง เลื่อนแห่งลมค่อยเพิ่มความเร็วขึ้นช้าๆ บรรยากาศภายนอกกลับมาเป็นเหมือนที่ควรจะเป็น คุณพ่อบ้านหยิบหินแห่งลมก้อนเล็กขึ้นมาอีกก้อน ก่อนจะใส่มันลงไปในช่องใส่หิน เลื่อนกำลังพาทั้งหมดมุ่งหน้าสู่โรงพักแรมมุนมัสคา มุ่งหน้าสู่ความยุ่งยากและชะตากรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

Ω

What's your reaction?
Love
0%
Bad
0%
Wow
0%
Meh
0%
Cool
0%
Hate
0%
Evil
0%
About The Author
P.Parit
P.Parit
หลงใหลความงามทางภาษา โปรดปรานนวนิยายแฟนตาซีเป็นชีวิตจิตใจ คลั่งไคล้เรื่องลึกลับเหนือธรรมชาติเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ชื่นชอบความยิ่งใหญ่แบบมหากาพย์ นิยมพล็อตที่มีด้านมืด คติความเชื่อ และความฮาไร้สติ เชี่ยวชาญการเล่าเรื่องปากเปล่า แต่อยากถ่ายทอดผ่านตัวหนังสือให้คนอื่นอ่านดูบ้าง

Leave a Reply