Full Article

นี่เป็นการกลับมาอีกครั้งของฮีโร่สัตว์ประหลาด (ในที่นี่ควรจะเรียกใหม่ว่าฮีโร่สัตว์ดึกดำบรรพ์) ที่มีประวัติศาสตร์บนแผ่นฟิล์มยาวนานที่สุดตัวหนึ่ง ย้อนไปได้ถึงปี 1954 ในฉบับออริจินัล และนี่เป็นอีกครั้งที่ทีมสร้างจากฝั่งตะวันตก ได้เป็นผู้สร้างและผลิตงานอย่างเต็มตัว หลังจากภาพยนตร์ในปี 1998 (ลิขสิทธิ์สร้างของโซนี่) ได้รับกระแสตอบรับและการวิจารณ์ที่ไม่ดีสักเท่าไหร่ ในภาพยนตร์ฉบับนี้ ลิขสิทธิ์ย้ายมาอยู่ในมือของเลเจนดารี และทีมสร้างเลือกที่จะใช้ก็อดซิลล่าที่ออกแบบบนพื้นฐานจากบรรดาโมเดลต้นฉบับของโตโฮ ในเวอร์ชั่นนี้เราจึงได้เห็นพี่ก็อดของเราในรูปแบบที่คุ้นตา คือตัวใหญ่มว๊าก (ตุ้ยนุ้ยมากด้วย) หนังหนาตะปุ่มตะป่ำ มีแผงหลัง (เรียกครีบได้ไหมเนี่ย) ที่ยาวจากท้ายทอยจรดปลายหาง พร้อมเสียงร้องสนั่นที่คุ้นเคย ที่ชอบสุดๆ เลยคือมีการแสดงอารมณ์ผ่านสีหน้าด้วย (ทีมสร้างคงพยายามออกแบบสีหน้าน่าดู)

Godzilla - 06

Screenplay

Spoiler Alert

บทภาพยนตร์ของเรื่องนี้ ต้องขอชื่นชมเลยครับว่าเขียนออกมาได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว โดยเฉพาะในส่วนของสัตว์ดึกดำบรรพ์ทั้ง 3 ตัว คือ ก็อดซิลล่า (ในเรื่องเรียก “โกจิระ”) และมูโตอีก 2 ตัว ที่พยายามทำเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ (แม้จะเฟกขึ้นก็เถอะ) มารองรับไม่ให้เกิดคำถามเวลาดู อย่างที่มาของสัตว์ดึกดำบรรพ์ ที่มาของสัตว์ปรสิตที่เรียกว่ามูโต อาหารของทั้งสองราย และบลาๆๆ ตัวเนื้อเรื่องเองก็ส่งให้พี่เบิ้มของเราและมูโตเป็นศัตรูกันตามธรรมชาติ เมื่อมูโตเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ โกจิระก็ออกไล่ล่า (ในหนังให้คอนเซ็ปต์ว่าเป็นการคืนสมดุลให้กับโลก) โดยที่พี่แกพร้อมจะสู้กันได้โดยไม่ได้สนมนุษยชาติเดินดินเลยสักติ๊ด ดังนั้น จึงบอกได้เลยครับว่านี่ไม่ใช่หนังสัตว์ประหลาดพังเมือง เพราะแต่ละตัวไม่ได้ตั้งใจจะทำลายอะไร เมืองเจือกสร้างขวางทางเดินพวกมันเอง พอเป็นแบบนี้ ตามปกติมนุษย์ก็จะคิดว่าพวกนี้เป็นภัยเอาไว้ก่อน และพยายามฆ่าพวกมันครับ

Godzilla - 05

พี่ก็อดของเราตื่นขึ้นมาตอนปี 1954 (ใช่ครับ ปีของหนังต้นฉบับนั่นเอง) รัฐบาลสหรัฐฯ กับฝรั่งเศส (ถ้าจำไม่ผิดนะ) พยายามฆ่าเฮียแกอยู่หลายครั้ง แต่แกตายยากมากถึงมากที่สุด ทำยังไงก็ไม่ตาย ทุกรัฐบาลที่รู้เรื่องนี้ก็เก็บเรื่องนี้เป็นความลับ ซึ่งพอไม่มีอะไรมากวน พี่ก็อดก็กลับไปนอนครับ ในเรื่องนี้นิสัยดี ไม่ได้จู่ๆ เดินขึ้นมาพังเมืองแต่อย่างใด ซึ่งในเรื่องนี้เราจะเห็นได้ว่าหลายๆ ฉาก พี่ก็อดก็รับรู้นะครับว่ามีสปีชีส์อื่นอยู่บนโลกด้วย และพยายามที่จะไม่ทำให้เกิดภัยแก่สปีชีส์ร่วมโลก อย่างเช่นการพยายามฝ่าฝูงเรือรบที่จอดขวางด้วยการค่อยๆ ยกตัว ให้เรือไหลไปอยู่ริมๆ แม้สปีชีส์ร่วมโลกที่ว่าพยายามยิงพี่แกสารพัด พี่แกก็ไม่ยักจะสน สนใจแต่มูโตอย่างเดียว (จนมนุษย์ต้องยอมแพ้ไปตามระเบียบ) จะเว้นก็แต่เวลาแกล่ามูโตอยู่ อะไรขวางทางแกก็ไม่สน ทำคลื่นยักษ์ พังตึก แกก็ทำหมด เป็นผู้ครองโลกโดยแท้จริงเลยครับ

Godzilla - 03

มาดูทางฝั่งของมูโตกันบ้าง เรื่องนี้มีอยู่ 2 ตัวนะครับ สัตว์ดึกดำบรรพ์กลุ่มนี้เป็นปรสิตที่เกาะกินสัตว์ดึกดำบรรพ์แบเดียวกันพี่ก็อดเราอีกทีหนึ่ง แม้ว่าจะถูกผลักดันจากสัญชาตญาณตามธรรมชาติเหมือนกับโกจิระ แต่พวกนี้ไม่สนมนุษย์เดินดินเลยแม้แต่น้อยจริงๆ ถ้าถูกทำร้ายก็สู้กลับ ถ้าขวางก็เหยียบแม้ไม่ได้ถูกล่าอยู่ก็ตาม ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ผมคาดหวังเอาไว้กับหนังเรื่องนี้ คือการได้เห็นอารมณ์ใดๆ ที่แสดงออกผ่านทางสีหน้าหรือท่าทางของบรรดาสัตว์ดึกดำบรรพ์ทั้งหลาย สำหรับโกจิระ หน้าตาพี่แกมุ่งมั่นมากๆ ครับ นิ่งๆ หยิ่งและทรนง (ก็ฉันเห็นแบบนี้จริงๆ นะ) จะเห็นได้เวลาเผชิญหน้ากับมูโต ซึ่งมันจะเป็นฉากปรากฏตัวเต็มๆ ของพี่แก นอกจากนี้ยังมีทั้งสีหน้าเวลาเจ็บปวด และสีหน้าเวลาเหนื่อยล้าที่เราจะได้เห็นอีกด้วย ส่วนฝั่งมูโต ผมว่าหัวมันแข็งๆ แสดงอารมณ์ได้ไม่ค่อยมากอ่ะครับ แต่ฉากตอนตัวผู้ตัวเมียเจอกันเนี่ย เหมือนคนไม่ได้เจอกันเป็นสิบๆ ปี (ก็ใช่ไง) มันเจ๋งอ่ะครับบอกเลย

Godzilla - 04

“The arrogance of man is thinking nature is in our control, and not the other way around.”

— Dr.Ishiro Serizawa

ดูบทในฝั่งพี่เบิ้มทั้งสามตัวไปแล้ว มาดูบทของฝั่งมนุษย์บ้าง เรื่องราวของสัตว์ดึกดำบรรพ์ไล่ล่ากันได้ดำเนินขนานไปกับครอบครัวโบรดี้ ที่โจต้องเสียภรรยาไปในเหตุการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ถล่ม ตั้งแต่นั้นมาตลอด 15 ปี เขาพยายามสืบหาความจริง เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นไม่ปกติ และคิดว่ารัฐบาลหรือองค์กรที่ควบคุมพื้นที่อยู่ กำลังซ่อนงำอะไรบางอย่างเอาไว้ เขาลอบเข้าเขตหวงห้ามพร้อมกับฟอร์ดลูกชาย และก็ได้ค้นพบความจริงที่ทำให้ตื่นตะลึง ซึ่งแลกมากับความตายของโจ ฟอร์ดเองก็ยังคงต้องสู้กับความเกี่ยวเนื่องนี้ต่อไป เมื่อเขาได้รู้ว่าพี่เบิ้มทั้งหลายจะไปเจอกันโดยไม่ได้นัดหมายที่แคลิฟอร์เนีย ที่ซึ่งภรรยาและลูกชายของเขา ยังคงอยู่ในเมือง ซึ่งนอกจากเรื่องราวของครอบครัวโบรดี้แล้ว เราจะได้เห็นความโอหังของมนุษย์ที่คิดว่าควบคุมทุกอย่างได้อย่างชงักงัน แต่สุดท้ายก็ต้องพ่ายแพ้ และยอมรับความจริงว่าต้องฝากความหวังไว้กับสัตว์ดึกดำบรรพ์อย่างโกจิระ

Spoiler Alert

Production

มาเริ่มกันที่การแสดงของบรรดานักแสดงในเรื่องกันก่อนเลยครับ เอ่อ ที่เห็นแสดงได้ดีจริงๆ ก็เห็นจะมีแต่ไบรอัน (ที่แสดงเป็นโจ) แม่เจ้า ถึงอารมณ์มาก ยิ่งฉากที่พูดในห้องกระจกกับเจ้าหน้าที่ พี่พูดสิ่งที่อัดอั้นตันใจออกมาอย่างโกรธเกรี้ยว ผมชอบฉากนั้นสุดๆ ส่วนเคนในบทของ ดร.อิชิโร่ ผมว่าเขานิ่งเกินไปนะ อยากให้แอ็คทีฟเพิ่มอีกสักเล็กน้อยจะเป็นดี อันนี้ไม่รู้ว่าบทบังคับอารมณ์ให้เป็นแบบนี้หรือเปล่า แต่ผมเห็นพี่นิ่งมาหลายเรื่องแล้วนะครับแหม บรรดาทหารที่วางแผนโจมตีบรรดาพี่เบิ้ม ก็แสดงได้น่าหมั่นไส้ดีนะครับ ดูโอหังจนน่าหมั่นไส้ และสุดท้าย จุดอ่อนของเรื่องนี้เลย แอรอนกับอลิซาเบธที่สวมบทฟอร์ดและแอลล์ (ลูกชายและลูกสะใภ้ของโจ) คือแบบ แข็งอ่ะ คืออลิซาเบธยังเห็นอารมณ์แล่บออกมาบ้าง (ย้ำว่าบ้าง) แต่แอรอนนี่ค่อนข้างทื่อเลย มีแค่หน้านิ่งและหน้านิ่งกว่า ผลักดันอารมณ์ใดๆ มาให้ผู้ชมไม่ได้เลย เฮ้อ

Godzilla - 08

ใครที่คิดว่าจะได้เห็นฉากต่อสู้เต็มเม็ดเต็มหน่วยทุกช่วงทุกตอนที่ยักษ์ชนยักษ์ คุณอาจจะมีผิดหวังบ้างนะครับ กว่าคุณจะได้ชมเต็มๆ ก็ตอนที่สู้กันท้ายเรื่องแล้ว แถมมีฉากมนุษย์ที่กำลังพยายามแก้ไขความผิดพลาดของตัวเองมาคั่นเป็นระยะๆ ด้วย ยิ่งช่วงต้นเรื่องนี่แบบ ผมเองยังเคืองน่ะ ที่พอเผชิญหน้ากัน แล้วก็ให้เราเห็นแค่ฉากต่อสู้ในโทรทัศน์ช่วงข่าว เท่าที่เข้าใจ เห็นหลายๆ คนเล่าในอินเตอร์เน็ต คาดว่าเป็นการทำเพื่อคารวะหนังต้นฉบับ ที่เน้นดราม่าชาวมนุษย์ไปพร้อมกัน เราจึงไม่ได้เห็นฉากฉะกันเต็มๆ ตลอดเวลา งานนี้เลยได้เห็นคนเอาเรื่องนี้ไปเปรียบเทียบกับแปซิฟิกริม ที่เรื่องนั้นซัดกันนอนสต็อปมาก ซึ่งก็เป็นเรื่องที่คาดเดาได้แหละนะครับ แต่ถ้ามองข้ามเรื่องนี้ไปได้ ผมก็ถือว่าเรื่องนี้ทำฉากแอ็คชั่นออกมาได้ดีมากทีเดียว พี่เบิ้มทั้งสามก็ซัดกันได้หนักหน่วงมาก และแน่นอน ท่าไม้ตายทั้งหลายของโกจิระที่เท่คอดๆ ยิ่งท่าสุดท้ายเนี่ย ผมถึงกับร้อง “โห” กันเลยทีเดียว

Godzilla - 01

เรื่องเทคนิคพิเศษเนี่ยคงไม่ต้องพูดถึงนะครับ จัดหนักจัดเต็มขนาดนี้ ไม่ทำให้เราผิดหวังอยู่แล้ว การออกแบบฉากแอ็คชั่น แม้กระทั่งท่วงท่าการเคลื่อนไหวของโกจิระ และมูโต การร้องขู่ของโกจิระที่เนื้อหนังเอย แผงหลังเอย สะเทือนอย่างสมจริงไปหมด การต่อสู้ที่เป็นไปอย่างต่อเนื่องและได้อารมณ์ยักษ์สู้กันจริงๆ (ยักษ์ตัวใหญ่ๆ เวลาสู้กันมันต้องเนิบๆ เล็กน้อยจริงไหมครับ) ส่วนเพลงประกอบของภาพยนตร์เรื่องนี้ เมโลดี้ไม่ค่อยเด่นนะครับ จะเน้นความดาร์กและโทนเพลงที่เน้นความยิ่งใหญ่และหนักแน่นเป็นหลัก แม้โดยส่วนตัวผมมักจะชอบเพลงประกอบที่มีเมโลดี้โดดเด่นเป็นหลัก แต่แหม่ ก็ภาพยนตร์แนวนี้อ่ะครับ เพลงประกอบแบบนี้ก็เหมาะสมดีอยู่แล้ว แต่จริงๆ ก็แอบคาดหวังกับเพลงประกอบพอสมควร ก็หนังฟอร์มยักษ์ขนาดนี้ น่าจะทำเพลงประกอบให้เป็นที่น่าจดจำไปเลย จริงไหมครับ

Conclusion

มันครับ สนุกครับ รักเลยครับ คือแบบ “เจ๋งอ่ะครับ” ตอนดูเสร็จเดินออกจากโรงมาก็ยังคิด พี่ก็อดน่าไปอยู่มาร์เวลนะครับ จะได้เป็นฮีโร่เต็มตัวไปเลย หน้าไม่ให้แต่ใจวีรบุรุษขนาดนี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้ไปดูเอามันนะครับ ไม่ค่อยได้ข้อคิดอะไรมาก นอกจากว่ามุมที่ว่า มนุษย์ทั้งหลายอย่าโอหังนัก ธรรมชาติไม่ได้อยู่ในความควบคุมของแกนะเว้ย โกจิระก็เหมือนธรรมชาติที่พิโรธบ่อยๆ ในตอนนี้แหละครับ ลองคิดดูสิ มนุษย์ตัวเล็กๆ อย่างเราต้านทานอะไรได้บ้าง

Godzilla - 02
Show CommentsClose Comments

Leave a Reply